![]() |
ความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างจากแผ่นดินไหว |
เหตุที่แผ่นดินไหวครั้งนี้ เป็นแผ่นดินไหวที่มีผู้คนให้ความสนใจกันมาก เนื่องจากเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ที่วัดได้ และเป็นแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลาง ที่มีความลึกลงไปเพียง 7กิโลเมตร ที่นับว่าเป็นความลึกที่ไม่มากนัก และแผ่นดินไหวนี้ เกิดขึ้นมีจุดศูนย์กลางไม่ห่างจากใจกลางเมืองมากนัก คือมีสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก ที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ เนื่องจากอยู่ใกล้ศูนย์กลางของแผ่นดินไหว พอสมควร
เราสามารถสรุปข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ดังนี้คือ
หนึ่ง แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดที่รอยเลื่อนพะเยา ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่ถูกจัดว่าเป็นรอยเลื่อนขนาดเล็ก ทั้งนี้การที่เราสามารถระบุได้ว่า แผ่นดินไหวเกิดจากรอยเลื่อนใด หมายถึงว่า เราได้คาดการณ์ล่วงหน้าไว้ได้ถูกต้องแล้ว ว่า ณ จุดดังกล่าว มีรอยเลื่อนอยู่ และก็เป็นรอยเลื่อนที่ยังมีพลัง คือสามารถเคลื่อนไหวจนทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้
สอง แผ่นดินไหวดังกล่าวเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดในเขตประเทศไทย ที่เคยมีการบันทึกไว้ได้ และเกิดขึ้นที่ความลึกไม่มาก โดยสถิติความรุนแรงที่เคยเกิด ขึ้นในประเทศไทย ครั้งก่อนหน้านี้ที่สามารถวัดได้ อยู่ที่ปลายอ่างศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2526 ซึ่งครั้งนั้น แรงสั่นสะเทือนสะเทือนถึงบ้านเรือนที่ กรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกับครั้งล่าสุดนี้
![]() |
รอยเลื่อนพะเยา |
สาม ความเสียหายเกิดขึ้นกับอาคาร และถนน โดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับจุดศูนย์กลางในระยะ 30 กิโลเมตร ซึ่่งที่ตรงจุดเกิดแผ่นดินไหวนั้น ความแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้มีความแรงเทียบได้กับระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา ส่วนที่จุดห่างออกไปความรุนแรงจะลดลงตามลำดับ โดย
สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ห่างออกไป 30 กิโลเมตร จะโดนแรงแผ่นดินไหว ประมาณหนึ่งในสามของแรงที่เกิดที่จุดศูนย์กลาง ซึ่งสิ่งปลูกสร้างทั่วไปสามารถทนแรงระดับนี้ได้อยู่แล้ว จากการออกแบบเพื่อรับแรงปกติ
แต่สิ่งปลูกสร้างที่ไม่สูง จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวมาก เมื่อมันอยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว เนื่องจากมันมีความถี่ธรรมชาติที่สูง ทำให้มีโอกาสเกิดเรโซแนนส์ได้ ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่มีขนาดและความสูงมาก จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวสูงกว่า เมื่อมันอยู่ห่างออกไป เช่นสิ่งปลูกสร้างใน กรุงเทพมหานคร
ดังนั้นเราจึงสามารถตรวจสอบพบความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างที่ไม่สูง (ต่ำกว่า 15 เมตร) จำนวนมากที่อยู่ในบริเวณใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว
![]() |
ความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างจากแผ่นดินไหว |
* การดินเหลว หมายถึงการที่ดินที่เคยมีสภาพแข็ง และรับน้ำหนักได้ กลายสภาพเป็นของเหลว ซึ่งไม่สามารถรับน้ำหนักอะไรได้ ซึ่งการดินเหลวจะเกิดเมื่อมีแผ่นดินไหว และดินเหลว สามารถเกิดได้บ่อยกับดินที่เป็นดินทราย ที่มีน้ำอยู่เต็ม
ซึ่งดูจากรูป คาดว่าจะเป็นการดินไถล มากกว่า ไม่น่าจะใช่ดินเหลว
ทั้งนี้ความเสียหายกับโครงสร้างถนน เกิดจากแผ่นดินไหว ไม่ได้เกิดจาก Defect ในการก่อสร้าง
![]() |
ความเสียหายของถนนจากแผ่นดินไหว |
ประเทศไทยมีกฎหมายด้านการควบคุมอาคาร ที่ค่อนข้างพร้อมและมีการปรับปรุงแก้ไขอยู่เสมอ โดยครั้งล่าสุดแก้ไขเมื่อปี 2555 ดังนี้คือ
กฎกระทรวง กำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื่นดินที่นรองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว พ.ศ. 2550
กฎกระทรวง กำหนดชนิดหรือประเภทของอาคาร หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบ งานออกแบบ และคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงสร้างอาคาร พ.ศ.2550
ในปี 2555 ได้ออกกฎกระทรวงเพื่ออนุญาตให้ สิ่งปลูกสร้างสามารถเสริมแรงเพื่อรับแผ่นดินไหวได้ง่ายขึ้น โดย กฎกระทรวงฉบับนี้
กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาตดัดแปลงอาคาร เพื่อเสริมความมั่นคงแข็งแรงของอาคารให้สามารถต้านแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว พ.ศ. 2555
ซึ่งโดยทั่วไป กฎกระทรวงของไทยกำหนดความแข็งแรงที่ให้โครงสร้างต้องรับแรงจากแผ่นดินไหวได้ ไว้ค่อนข้างไปในทางปลอดภัย กว่า code ของต่างชาติ เนื่องจากนักวิชาการไทยมีความระมัดระวัง
แผนที่สำหรับการออกแบบ ตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง จากกรมทรัพยากรธรณี
![]() |
แผนที่สำหรับการออกแบบรับแผ่นดินไหวสำหรับประเทศไทย |
ทั้งนี้ ความแรงของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ระดับ 2ข ก็มีความแรงมากเพียงพอที่จะทำให้สิ่งปลูกสร้างเสียหายได้แล้ว (ประมาณ 7 ริกเตอร์)
จากกฎหมายที่อ้างถึง แสดงให้เห็นว่า อาคารที่ชุมนุมคน อาคารที่สูงเกิน 15 เมตรเป็นต้นไป ถ้าสร้างหลังปี 2550 จะถูกบังคับให้ออกแบบตามกฎกระทรวงดังกล่าวทั้งหมด
ข้อเสนอแนะ
ระยะ สองสัปดาห์หลังเกิดแผ่นดินไหว
หนึ่งอย่าเพิ่งเข้าไปอยู่อาศัยในอาคารที่ได้รับผลความเสียหายโดยทันที ควรรอให้มีผู้เชี่ยวชาญมาตรวจเสียก่อนที่จะเข้าไปใช้งานต่อไป
สอง ตรวจสอบเขื่อน อ่างเก็บน้ำ เฝ้าระวัง โดยเฉพาะเขื่อน และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ที่อยู่ในรัศมี 200 กิโลเมตรจากจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว
เนื่องจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในประเทศไทย มีอยู่กว่า 500 แห่ง และเขื่อนขนาดใหญ่ได้รับการดูแลจาก องค์กรขนาดใหญ่เช่น EGAT แต่เขื่อนขนาดเล็กจำนวนมาก ดูแลโดยกรมชลประทาน และองค์กรบริหารส่วนท้องที่ ที่อาจมีบุคคลากร น้อยกว่าที่ดูแลเขื่อนขนาดใหญ่
![]() |
ความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างจากแผ่นดินไหว |
หนึ่ง เนื่องจากอาคารชุมนุมคนขนาดเล็ก เช่นโรงเรียน จำนวนมาก ไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อรับแรงแผ่นดินไหว และมีโอกาสพังทลายได้สูง เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว จึงแนะนำให้ทำการเสริมกำลังด้วยการ Bracing ที่ชั้นล่างของอาคารโรงเรียน โดยเฉพาะเมื่ออาคารมีรูปทรงแบบในรูปประกอบ จะเหมาะสมมาก ที่จะทำการ Bracing ที่ชั้นล่างของอาคาร
แนะนำให้มีการเสริมกำลังอาคารชุมนุมชนขนาดเล็กดังกล่าวทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงตามกฎกระทรวง
(* ภาพจากโรงเรียนที่นครนายก ขอบคุณ http://asnee3.blogspot.com/ )
เสริมกำลังอาคารเรียนที่ชั้นหนึ่ง |
![]() |
Bracing |
paper เรื่อง carbon fiber โดยผมเอง
สอง สำหรับอาคารในกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่ที่เป็นดินเหนียว จึงมีโอกาสเกิดการสั่นสะเทือนจากแรงแผ่นดินไหวระยะไกลได้ โดยเฉพาะอาคารที่มีความสูงประมาณ 30 เมตร (ประมาณความสูง 10 ชั้น) ซึ่งมีโอกาสเกิด Resonance และหลายอาคารสร้างก่อนกฎกระทรวงจะออกจึงไม่ได้ออกแบบสำหรับรับแรงแผ่นดินไหวเอาไว้ จึงแนะนำให้ทำการตรวจสอบ และเสริมกำลังอาคารเหล่านั้น
ส่วนอาคารสูงในกรุงเทพฯ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะส่วนใหญ่ได้ออกแบบสำหรับรับแรงกระทำด้านข้างไว้แล้ว ซึ่งแรงลม มักเป็นแรงที่มีค่าสูงกว่า แรงที่คำนวณได้จากแรงแผ่นดินไหว จึงปลอดภัยจากแรงแผ่นดินไหวมากว่า อาคารที่เตี้ยกว่า
สาม
สิ่งปลูกสร้างที่ถูกสร้างโดยอาจไม่มีวิศวกรควบคุมมากที่สุดคือสิ่งปลูกสร้างประเภทวัด รวมถึงโบราณสถานต่างๆที่สร้างมาเป็นเวลานานแล้ว สิ่งปลูกสร้างประเภทวัดและโบราณสถาน เป็นสิ่งปลูกสร้างมีความจำเป็นที่ต้องถูกเสริมกำลังต้านทานแรงแผ่นดินไหวเกือบทั้งหมด
สรุป
แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว เหตุที่ไม่เคยเกิด ไม่ได้หมายถึงว่ามันจะไม่เกิด ประเทศไทยต้องตื่นตัวในเรื่องภัยธรรมชาติ ทำการก่อสร้างเพื่อความปลอดภัย ให้ความรู้ประชาชนในการปฎิบัติตัวกรณีเกิดภัยธรรมชาติ เพื่อเตรียมพร้อมกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
บทความโดย ดร. พงศ์ธร ธาราไชย
การนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปใช้ นั้นอยู่บนความเสี่ยงของผู้นำไปใช้ บทความไม่ได้มีเจตนาชี้แนะในเรื่องใด และไม่รับรองความถูกต้องของข้อความ
![]() |
carbon fiber |
สอง สำหรับอาคารในกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่ที่เป็นดินเหนียว จึงมีโอกาสเกิดการสั่นสะเทือนจากแรงแผ่นดินไหวระยะไกลได้ โดยเฉพาะอาคารที่มีความสูงประมาณ 30 เมตร (ประมาณความสูง 10 ชั้น) ซึ่งมีโอกาสเกิด Resonance และหลายอาคารสร้างก่อนกฎกระทรวงจะออกจึงไม่ได้ออกแบบสำหรับรับแรงแผ่นดินไหวเอาไว้ จึงแนะนำให้ทำการตรวจสอบ และเสริมกำลังอาคารเหล่านั้น
ส่วนอาคารสูงในกรุงเทพฯ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะส่วนใหญ่ได้ออกแบบสำหรับรับแรงกระทำด้านข้างไว้แล้ว ซึ่งแรงลม มักเป็นแรงที่มีค่าสูงกว่า แรงที่คำนวณได้จากแรงแผ่นดินไหว จึงปลอดภัยจากแรงแผ่นดินไหวมากว่า อาคารที่เตี้ยกว่า
สาม
สิ่งปลูกสร้างที่ถูกสร้างโดยอาจไม่มีวิศวกรควบคุมมากที่สุดคือสิ่งปลูกสร้างประเภทวัด รวมถึงโบราณสถานต่างๆที่สร้างมาเป็นเวลานานแล้ว สิ่งปลูกสร้างประเภทวัดและโบราณสถาน เป็นสิ่งปลูกสร้างมีความจำเป็นที่ต้องถูกเสริมกำลังต้านทานแรงแผ่นดินไหวเกือบทั้งหมด
สรุป
แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว เหตุที่ไม่เคยเกิด ไม่ได้หมายถึงว่ามันจะไม่เกิด ประเทศไทยต้องตื่นตัวในเรื่องภัยธรรมชาติ ทำการก่อสร้างเพื่อความปลอดภัย ให้ความรู้ประชาชนในการปฎิบัติตัวกรณีเกิดภัยธรรมชาติ เพื่อเตรียมพร้อมกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
บทความโดย ดร. พงศ์ธร ธาราไชย
การนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปใช้ นั้นอยู่บนความเสี่ยงของผู้นำไปใช้ บทความไม่ได้มีเจตนาชี้แนะในเรื่องใด และไม่รับรองความถูกต้องของข้อความ
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น