พื้นดินที่อยู่ริมแม่น้ำนั้น ปกติจะคงสภาพอยู่ได้โดยไม่มีการพังทลายลงมา แต่หากมีน้ำหนักไปวางเพิ่มที่บนตลิ่ง ก็อาจทำให้เกิดการพังทลายลงมาได้ หรืออย่างในช่วงที่หน้าแล้ง และมีการลดลงของระดับน้ำอย่างมากทำให้ตลิ่งขนาดเสถียรภาพ และพังทลายลงมาเช่นกัน
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการพังทลายของตลิ่ง เราสามารถทำการป้องกันได้หลายวิธี และมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปโดยในบทความนี้ เรายกตัวอย่างมาให้สี่แบบด้วยกันคือ
แบบที่หนึ่ง ในรูปเราได้แสดง failure plane ของตลิ่งไว้ด้วย โดย failure จะเป็นรูปโค้งวงกลม หากการพังทลายเริ่มเกิดขึ้นแล้ว เราอาจสามารถเห็นรอยแยกของดินได้ และถ้าเห็นรอยแยกของดิน เราก็พอจะทราบได้ว่าต้องทำการเสริมกำลังป้องกันการพังทลายไปเป็นระยะเท่าไร
ในรูปแบบที่หนึ่ง เราใช้เข็มไม้ ยาวหกเมตร ตอกลงไปให้ผ่าน failure plane ของตลิ่ง ซึ่งวิธีนี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในกาป้องกันตลิ่ง มักจะใช้ได้ โดยเฉพาะกรณีที่เห็นรอยแยกของดินแล้ว และก็ทราบตำแหน่ง failure plane หรือนอกจากจะเป็นเข็มไม้แล้ว เราอาจใช้เป็น Jet grout pile ก็ได้ ข้อดีของวิธีนี้คือทำงานได้รวดเร็ว, ราคาไม่แพง
 |
| รูปการใช้เข็มไม้ตอกลงไปผ่าน Failure plane |
รูปแบบที่สอง คือการใช้หินถม หรือ หินถมแบบใส่อยู่ในตาข่าย (Rock Gabion) วิธีนี้ นอกจากจะป้องกันตลิ่งแล้ว ยังลดการกัดเซาะของตลิ่งจากน้ำได้ด้วย ข้อดีคือ สามารถทำได้ง่ายไม่ต้องใช้แรงานมีฝีมือมาก และมีความยืดหยุ่นความทนทานสูง และเมื่อเวลาผ่านไปต้นไม้ขึ้นริมตลิ่งจะช่วยประสานทำให้แผงหินถมของเราแข็งแกร่งขึ้นอีก และหากจะทำให้แข็งแรงดีมาก ควรบดอัดดินริมตลิ่ง ก่อนที่จะนำหินไปถม
 |
| หินถมแบบใส่อยู่นอกตาข่าย |
 |
| หินถมแบบใส่อยู่ในตาข่าย (Rock Gabion) |
แบบสุดท้ายนี้ เป็นกำแพงกันดิน ( Retaining Wall) วิธีนี้ป้องกันน้ำใต้ดินไม่ให้ซึมเข้าไปในดินได้ด้วย ข้อดีของวิธีนี้คือสามารถป้องกันการพังทลายของดินได้ ค่อนข้างแน่นอน หากคำนวณมาอย่างดี ส่วนข้อเสีย คือไม่ประหยัด
 |
| กำแพงกันดิน (Retaining Wall) |