หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสาเข็ม แสดงบทความทั้งหมด

ความรู้เรื่องฐานรากของอาคารบ้านเรือน ในประเทศไทย ตอนที่ 2 ชนิดของเสาเข็ม


จากตอนที่แล้ว เราได้พูดถึง ฐานรากแบบที่มีเสาเข็มและที่ไม่มีเสาเข็มไปแล้ว ตอนนี้เราจะมาพูดถึงฐานรากแบบที่มีเสาเข็มกันครับ  ซึ่งเป็นฐานรากแบบที่ใช้กันมากในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเลย เพราะบริเวณนี้ ดินเป็นดินอ่อน

ฐานรากแบบที่มีเสาเข็มนั้น แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆ คือเสาเข็มตอก กับเสาเข็มเจาะ

เสาเข็มตอกนั้นหมายถึงเสาเข็มที่วัสดุทำด้วยอะไรก็ได้  ที่เสาเข็มถูกส่งผ่านเข้าไปในชั้นดินโดยวิธีการตอก จนเสาเข็มจมลงถึงชั้นดินที่รับน้ำหนักได้  ซึ่งในกระบวนการตอกนั้น เสาเข็มจะค่อยๆผ่านชั้นดินลงไปเรื่อยๆ จึงทำให้เสาเข็มประเภทนี้ ได้รับการโอบอุ้มจากชั้นดินที่มันถูกตอกผ่านลงไป จึงมีแรงรับน้ำหนักเสาเข็ม ทั้งจากที่ปลายเสาเข็ม และจากแรงเสียดทานด้านข้าง  ส่วนวัสดุของเสาเข็มนั้น จะเป็นวัสดุอะไรก็ได้ เช่น เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง  เสาเข็มไม้ เสาเข็มเหล็กเป็นต้น

เสาเข็มอีกประเภทหนึ่งคือเสาเข็มเจาะ  ซึ่งเสาเข็มประเภทนี้ทำโดยการขุดดินให้เกิดเป็นช่อง แล้วสร้างเสาเข็มลงในช่องว่างของดินที่ถูกขุด หรือถูกเจาะออกนั้น  ดังนั้นเสาเข็มชนิดนี้จะมีข้อดีคือ ไม่มีการสั่นสะเทือนไปถึงอาคารข้างเคียงจากการตอก เหมือนกับเสาเข็มตอก  รวมถึงการขนย้ายอุปกรณ์เข้าพื้นที่ก่อสร้าง ก็มีส่วนสำคัญในการให้คนเลือกใช้เสาเข็มเจาะเหมือนกัน  แต่ข้อเสียคือราคาแพงกว่าเสาเข็มตอกแน่ๆ  ประมาณสองเท่าของราคาของเสาเข็มตอก

แต่ไม่ว่าจะใช้เสาเข็มประเภทใด วิศวกรก็สามารถคำนวณขนาดของเสาเข็มเพื่อใช้รับน้ำหนักได้  แต่ข้อควรระวังก็คือ เสาเข็มสองประเภทนี้  ถ้าจะเปลี่ยนจากการใช้เสาเข็มตอกมาใช้เสาเข็มเจาะ เราไม่สามารถคำนวณพื้นที่หน้าตัดที่เท่าๆ กันมาใช้ได้เลย  เพราะว่าเสาเข็มตอกนั้นมีแรงเสียดทานด้านข้างตลอดความยาวเข็ม ถ้าเสาเข็มตอกมีขนาดหน้าตัดเท่าๆ กับเสาเข็มเจาะ เสาเข็มตอกจะรับน้ำหนักได้มากกว่า


ชนิดของเสาเข็ม


เคยพบปัญหา เช่นระหว่างก่อสร้าง ตอนแรกใช้เสาเข็มตอกในการก่อสร้าง พอสร้างๆ ไปมีความจะเป็นต้องเปลี่ยนเป็นเสาเข็มเจาะ ทำให้เกิดมีเสาเข็มสองแบบอยู่ในสิ่งปลูกสร้างอันเดียวกัน  แบบนี้ก็สามารถทำได้  แต่ต้องคำนวณขนาด และความลึกของเสาเข็มนั้นด้วย ไม่สามารถใช้พื้นที่หน้าตัดที่เท่ากันมาเปลี่ยนกันได้  จะทำให้เกิดปัญหาครับ

ความรู้เรื่องฐานรากของอาคารบ้านเรือน ในประเทศไทย ตอนที่ 1 ฐานรากแบบมีเสาเข็ม กับแบบไม่มีเสาเข็ม


ปัญหาที่พบมากของปัญหาเกี่ยวกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และอาคารนั้นก็คือปัญหาบ้านร้อน บ้านรั่ว และบ้านร้าวครับ  ปัญหาเรื่องบ้านร้าวนี่ดูจะเป็นปัญหาที่กวนใจผู้อยู่อาศัยมากที่สุดเพราะมันเกี่ยวกับความปลอดภัยในการอยู่อาศัยใช้งานต่อไปด้วย

ซึ่งปัญหาบ้านร้าวนั้นก็มีตั้งแต่ร้าวที่เกิดจากวัสดุ และร้าวที่เกิดจากโครงสร้าง ซึ่งปัญหาการร้าวของโครงสร้างที่เราเห็นปรากฎอยู่เหนือผิวดินนั้น บ่อยครั้งมากมีสาเหตุมาจากปัญหาของส่วนที่มองไม่เห็นที่อยู่ใต้ดิน นั่นก็คือส่วนของฐานรากนั่นเอง บทความนี้พูดถึงความรู้ทั่วไปของฐานรากที่ใช้กันมากในประเทศไทยครับ

เมื่อกล่าวถึงฐานราก ก็จะแบ่งประเภทใหญ่ๆ ออกได้ก่อนเลยสองประเภทใหญ่ๆ คือ
ฐานรากแบบที่ใช้เสาเข็ม
กับ ฐานรากแบบที่ไม่ใช้เสาเข็ม

ที่ใช้ประเภทต่างกันนั้น ก็เนื่องมาจากสาเหตุหลัก คือสภาพชั้นดินของแต่ละบริเวณน้้นต่างกัน  เช่น ที่ดินบริเวณภาคกลางของประเทศไทย เป็นที่ลุ่มที่เกิดจากการสะสมกันของดินตะกอนแม่น้ำ ดินจึงไม่มีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักอาคารที่หนักได้  จึงต้องมีการใช้ฐานรากแบบที่มีเสาเข็ม เพื่อให้เสาเข็มถ่ายน้ำหนักให้ลงไปถึงชั้นดินที่สามารถรับน้ำหนักของอาคารได้ ซึ่งชั้นดินนั้นก็อยู่ลึกลงไป

ส่วนพื้นดินที่มีความแข็งแรงสามารถรับน้ำหนักได้มาก ก็ดังเช่นพื้นที่มีสภาพเป็นดินเป็นหิน ดังชั้นพื้นที่ภาคตะวันออกเชียงเหนือของประเทศไทย  ในบริเวณนั้น พื้นดินสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้มากอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้เสาเข็มเพื่อถ่ายน้ำหนักบรรทุกลงไปยังดินชั้นที่ลึกลงไป  พื้นที่ดังนี้ เราก็อาจไม่ต้องใช้เสาเข็ม

ทั้งนี้การเลือกว่าจะใช้ฐานรากที่มีเสาเข็มหรือไม่มีเสาเข็มนั้น ก็ขึ้นกับชนิดและน้ำหนักของสิ่งก่อสร้างที่เราจะก่อสร้าง และสภาพชั้นดินบริเวณนั้นๆครับ ซึ่งต้องมีการดูผลสำรวจสภาพชั้นดินบริเวณนั้นๆ

ความรู้ทั่วไปของฐานราก

บ้านสั่น เป็นเพราะอะไรอันตรายไหม


ตึกสำนักงานที่ผมทำงานอยู่ทุกวัน เป็นอาคารที่สร้างมานานเกินยี่สิบปีแล้วครับ ทีแรกก็มันก็ไม่ติดถนนใหญ่อะไร เพราะในบริเวณนี้แต่เดิมก็เป็นทุ่งนา ไว้สำหรับเลี้ยงวัว

ต่อมาเมืองมีการขยายตัวมากขึ้น มีถนนพระรามเก้ามาตัดผ่านหลังตึกออฟฟิตเลยครับ   (สมัยก่อนั้นเขาเรียกว่าถนนพระรามเก้าตัดใหม่ เพราะว่าถนนพระรามเก้าแต่เดิมนั้น มันไปสิ้นสุดที่สามแยกอสมท. เท่านั้นเอง  ตอนนี้มันเป็นสี่แยก แล้ว ครับ)

อยู่ๆ ไปกว่านั้นอีก ก็มีทางด่วนขั้นที่สอง มาพาดอยู่บนถนนพระรามเก้าอีกที ทีนี้ พอมีรถใหญ่วิ่งผ่านทีนึง ออฟฟิตผมก็สั่นสะเทือนไปทั้งตึกครับ ออฟฟิตวิศวกร แท้ๆ ยังสั่นขนาดนี้

ก็ต้องแก้ปัญหาการสั่นสะเทือนครับ  สาเหตุที่อาคารสั่นนั้น มักเกิดจากสองสาเหตุหลักครับ  คือ ข้อหนึ่ง อาคารสั่นเนื่องจากคอนกรีตมีอายุมากและก็มีความเสื่อมสภาพ

ส่วนสาเหตุที่สอง เกิดจากฐานรากของอาคารนั้น มีความสั้นเกินไป  สังเกตนะครับตึกสูงๆ อาคารใหญ่ๆ ไม่ค่อยสั่น เพราะว่าฐานรากของอาคารเหล่านั้นอยู่ลึก แต่ถ้าเป็นบ้านหรือเป็น ออฟฟิตเตี้ยๆ อย่างที่ทำงานผมแล้ว เสาเข็มอาจไม่ได้อยู่ลึกมาก ทำให้ปลายเข็มยังวางอยู่บนชั้นดินอ่อน  ทีนี้พอเกิดการสั่นสะเทือนจากการจราจร ก็ทำให้อาคารสั่นได้ครับ

วิธีแก้ปัญหา ก็ต้องหาทางสร้างกำแพงกั้นคลื่นการสั่นสะเทือนจากถนน ที่เข้ามากระทบกับอาคารของเรา  สามารถทำได้ง่ายๆ สองวิธี ก็คือ

หนึ่ง ก็คือการใช้เสาเข็มไม้หรือเข็มคอนกรีต ลึกประมาณ 4 เมตร ปักให้ห่างจากตัวอาคารเท่าที่ทำได้  เพราะปกติปักไปห่างมากไม่ได้อยู่แล้ว มันจะไปเข้าไปในที่สาธารณะที่ไม่ใช่ของเรา

อีกวิธี คือการขุดดิน ความกว้างประมาณหนึ่งเมตร ลึกสองเมตร แล้วใส่ทรายลงไป วิธีนี้ก็จะลดแรงสั่นสะเทือนได้เหมือนกัน  เวลาเขาตอกเข็มแล้วป้องกันการสั่นสะเทือนของอาคารข้างเคียงก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ครับ


วิธีลดความสั่นสะเทือนของอาคาร

ทั้งสองวิธีให้ทำไปทางทิศที่มีแรงสั่นสะเทือนมานะครับ  เท่านี้ก็จะบรรเทาอาการตึก หรือบ้านสั่นได้แล้วครับ  อย่างอาคารสำนักงานของผมตอนนี้ ก็ไม่ค่อยสั่นแล้วครับ ค่อยสมเป็นสำนักงานของวิศวกรหน่อย