หน้าเว็บ

อัคคีภัยในตึกสูง : คอลัมน์ฟรีสไตล์ เรื่องบ้าน-บ้าน โดย เมตตา ทับทิม


สังคมไทยได้บทเรียนอะไรจากเหตุเพลิงไหม้ซอยนราธิวาส 18 บ้าง อย่างน้อยก็เป็นอุทาหรณ์สอนคนในสังคมเรื่องความปลอดภัยของอาคารได้เป็นอย่างดี โดยมารยาทเราคงไม่ไปคาดเดาว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เพราะอย่าลืมว่าหลังเพลิงสงบ สิ่งที่ตามมายังมีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ หนึ่งในเรื่องยุ่งๆ ก็ยังมีประเด็นการประกันภัยซึ่งทางเจ้าของตึกจะต้องไปถกกับบริษัทประกันอีกมากมาย ในกรณีถ้าทำประกันภัยไว้นะคะ
       เพราะฉะนั้น ปล่อยให้ข้อเท็จจริงของสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ทำงานของมัน เราอย่าไปยุ่งจะดีกว่า แต่ไหนๆ ก็มีกรณีศึกษาเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ปรากฏว่า มีคำถามเข้ามาเยอะแยะมากมาย ไฟไหม้จะทำยังไง ตอนเพลิงกำลังโหมถ้าติดอยู่ในตึกจะช่วยตัวเองได้ยังไง ไฟไหม้เกิดจากอะไร ไฟจะดับเร็วไหม ฯลฯ (แหม! บางคำถามก็ไม่รู้จะตอบยังไง เนาะ)
       วันนี้มีข้อมูลมาแลกเปลี่ยนจาก 2 มุมมอง เริ่มแรกมาจากนักวิชาชีพ ทาง "วสท." ชื่อเต็มๆ คือ "วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์" ตอบรับกระแสตื่นรู้ของสังคมได้อย่างรวดเร็วทันใจ มีการจัดคณะนักวิศวกรลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพอาคาร สรุปลักษณะการลามของไฟอย่างน่ากลัวว่า น่าจะเกิดในห้องนั่งเล่นชั้น 3 แล้วลามขึ้นไปถึงชั้น 9 มีแสงเพลิงและกลุ่มควันนานกว่า 2 ชั่วโมง เฮ้อ! บรรยายแค่นี้พอดีกว่าค่ะ
       กรณีครั้งนึ้นำไปสู่ความร่วมมือในการจัดทำ "มาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัย สำหรับอาคาร 9 ประเภทในประเทศไทย" ถามว่าทำไมต้องมี 9 ประเภท คำตอบสำเร็จรูปคือเป็นคำนิยาม หรือการกำหนดตามกฏหมายควบคุมอาคารนั่นเอง
       อาคาร 9 ประเภทในประเทศไทย หรืออาจจะในโลกนี้ก็ได้ แบ่งรายละเอียด ดังนี้ 1.โรงแรม 2.โรงพยาบาล 3.ห้างสรรพสินค้า 4.โรงงาน 5.สำนักงาน 6.ที่พักอาศัย 7.ตลาดเก่า ชุมชนเก่า หรือตลาดอนุรักษ์ 8.โรงเรียน สถานศึกษา 9.สถานบริการ
       รายละเอียดทางวิชาการถ้าอยากรู้ให้คลิกเว็บไซต์ วสท.ก็แล้วกัน ที่แน่ๆ มีคำแนะนำถึงใครก็ตามที่เป็นเจ้าของอาคารขนาดใหญ่ วิธีการดูคือ มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป ถ้าเป็นหอพักอพาร์ตเมนต์ก็มีตั้งแต่ 4 ห้องขึ้นไป เป็นต้น ควรจะต้องให้ความสำคัญด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย 6 จุดหลักด้วยกัน
       เริ่มจาก 1.ระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ เขาบอกว่าทาวน์เฮาส์หรือตึกแถวควรติดตั้งทุกชั้นทุกยูนิต 2. ส่วนประกอบของระบบเตือนภัย ปกติมี 2 อุปกรณ์คือ ระบบแจ้งเหตุซึ่งมี 2 แบบคือแบบอัตโนมัติ (Detector) กับแจ้งเหตุด้วยมือ (Manual Alarm) กับอุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือน เสียงจะดังระทึกใจมาก
       3.การติดตั้งถังดับเพลิงแบบมือถือ กฏหมายบอกว่า ถ้าทาวน์เฮาส์หรือตึกแถวสูงไม่เกิน 2 ชั้น ต้องติดตั้ง 1 เครื่อง/1 ยูนิต แต่ถ้าเป็นอาคารประเภทที่เหลือต้องติดตั้งอย่างน้อยชั้นละ 1 เครื่องต่อพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร ระยะห่างก็ควบคุมต้องไม่เกิน 45 เมตร 4.ป้ายบอกชั้นและทางหนีไฟ
       5.ระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรอง เช่น แบตเตอรี่ เครื่องปั่นไฟ ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินจะต้องจ่ายไฟได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง จุดจ่ายไฟที่ต้องมีคือจุดที่มีป้ายทางออกฉุกเฉิน บันไดหนีไฟ ทางเดิน และ 6.บันไดหนีไฟ ซึ่งจะติดตั้ง 1 จุดหรือ 2 จุดขึ้นกับขนาดตัวตึก ได้แก่ ตึกที่สูง 4 ชั้นขึ้นไปแต่ไม่เกิน 23 เมตร (8 ชั้น) หรือมีดาดฟ้า 16 ตารางเมตร กฏหมายให้ติดตั้ง 1 จุด ถ้ามากกว่านี้ ต้องติดตั้ง 2 จุด

ภาพจาก-วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ

       อีกมุมมองมาจาก "บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด" เป็นผู้รับบริหารอาคาร 200 กว่าแห่ง รวบรวมสถิติให้ดูว่า เฉพาะในเขตกรุงเทพๆ มีตึกสูงเกิน 7 ชั้น 3,000 ตึก เป็นตึกสร้างใหม่หรืออายุต่ำกว่า 10 ปีเพียง 33.33% ที่เหลือเป็นตึกเก่าอายุเกิน 20 ปี มีอีกวิธีจะดูตึกเก่าหรือใหม่ก็ขอดูว่าขออนุญาตก่อสร้างก่อนหรือหลังกฏหมายควบคุมอาคารปี 2535
       ถ้ายังน่ากลัวไม่พอ มีข้อมูลแถมมาให้อีกจาก 2 กรม ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กับ กรมทรัพยากรธรณี ระบุว่า สถิติปี 2531-2552 ประเทศไทยเกิดอัคคีภัย 47,000 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 3,700 คน เสียชีวิตมากกว่า 1,600 คน มูลค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 28,000 ล้านบาท
       จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม เขาบอกว่าแม้กฏหมายจะบังคับให้ออกแบบและวางระบบป้องกันแค่ไหนก็ดีได้แค่ระดับหนึ่ง ในขณะที่จะพบว่าบางอาคารเวลาเกิดเหตุเพลิงไหม้แล้วไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ทันนั้น สาเหตุจากไม่มีการตรวจสอบหรือบำรุงรักษาระบบเตือนไฟหรือ Fire Alarm กับระบบสปริงเกลอร์หรือระบบระงับเหตุเพลิงไหม้อย่างสม่ำเสมอ
       นอกจากนี้ พี่ไทยยังเป็นมนุษย์ชอบต่อเติมอาคาร ซึ่งการเปลี่ยนอาคารถือเป็นสาระสำคัญของความปลอดภัยโดยตรง เช่น การกั้นผนังอาคาร ถ้าจะทำเพิ่มก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องแจ้งข้อมูลแก่ผู้ออกแบบอาคาร เพื่อจะได้ช่วยกับปรับเปลี่ยนระบบป้องกันอัคคีภัยให้สอดคล้องตามไปด้วย นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ แต่สำคัญอย่างคาดไม่ถึง
       จะเห็นว่าไปๆ มาๆ จุดอันตรายที่สุดของความปลอดภัยมักจะเกิดจากจุดอ่อนของคนหรือที่เรียกว่า Human Error เพราะฉะนั้น ลุกขึ้นมาสำรวจอาคารของคุณเองตั้งแต่วันนี้ และร่วมด้วยช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งของ "สารวัตรความปลอดภัย" กันเถอะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับ วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559

บ้านต่ำกว่าถนน จะทำยังไงให้ระบายน้ำได้


หมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่มาตั้งแต่เกิดนั้น เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงมาก แต่ก่อนในเรื่องที่น้ำท่วมครับ  ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักน้ำท่วมในช่วงปี พ.ศ. 2526 แล้วครับ  ช่วงนั้นพื้นที่ที่แถวสนามกีฬาหัวหมาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง ต้องกลายเป็นบ้านริมคลองไปถึงสี่เดือนทีเดียว

หลังจากนั้น ก็มีการปรับปรุงในหลายๆด้าน ทำให้บริเวณนี้น้ำไม่ท่วมอีก ส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้บริเวณบ้านผมน้ำไม่ท่วมก็ต้องกล่าวถึงโครงการในพระราชดำริของในหลวงฯ ที่หลายโครงการท่านทรงริเริ่มและมีผู้นำไปดำเนินการมาตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นเองครับ

เหตุอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากน้ำท่วมก็คือ มีการยกถนน และปรับปรุงท่อระบายน้ำในถนนบริเวณนี้ ทำให้บ้านหลายบ้าน มีระดับที่ต่ำกว่าระดับถนน ซึ่งเหตุแบบนี้ก็คงเกิดขึ้นกับอาคารในหลายๆบริเวณเช่นกัน คือระดับของถนน สูงกว่าระดับของบ้าน  ทำให้น้ำจากถนนไหลเข้ามาในบ้าน และน้ำในบ้าน ก็ระบายออกไปไม่ได้ครับ

วิธีการแก้ไข ทำได้หลายวิธี เช่น

วิํํํธีแรก ก็ทำการยกบ้าน ตั้งแต่ฐานราก ให้สูงขึ้นทั้งหลังเลยครับ วิธีการนี้ที่บ้านผมเองก็ทำ ทำให้บ้านสูงกว่าถนน มากเลยด้วยซ้ำ แถมได้ห้องใต้ดินมาอีก เพราะจริงๆ มันไม่ใต้ดินหรอกแต่บ้านเรายกมาสูงขึ้นกว่าถนนไปครึ่งชั้นนั่นเอง ก็เลยเกิดห้องใต้ดินแถมมา แต่วิธีนี้จริงๆ ไม่แนะนำ ถ้าอยากจะแค่ระบายน้ำนะครับ เพราะค่าใช้จ่ายสูง และเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เปล่าๆ

การเพิ่มความสูงของพื้นชั้นหนึ่งนั้น  หลายบ้านกระทำโดยเพิ่มความสูงของพื้นชั้นล่างอย่างเดียว วิธีนั้นจะทำให้ชั้นหนึ่งมีความเตี้ยลง  และหากเพิ่มความหนาของพื้นโดยให้ฐานรากรับน้ำหนัก พื้นเข้าไปด้วย  อาจทำให้มีปัญหาฐานราก และทำให้อาคารพังไปทั้งหลังได้ครับ  ถ้าจะทำแบบนั้นก็ต้องตัดพื้นชั้นล่างให้ขาดออกจากตัวอาคาร เพื่อไม่ให้ฐานรากต้องรับน้ำหนักของพื้นที่เพิ่มขึ้นมาครับ


วิธีแก้ปัญหาน้ำไหลเข้าบ้าน


อีกวิธีการหนึ่งสำหรับการระบายน้ำ เป็นวิธีที่ง่ายกว่าครับ และเป็นวิธีเดียวกับที่สมัยก่อนที่บ้านผมน้ำท่วมแล้วคุณพ่อผมทำ เพราะเวลาน้ำท่วมมาแล้ว เราคงไม่มีเวลาไปยกบ้าน หรือต่อเติมพื้นให้สูงหรอกครับ  วิธีการ ก็คือ ทำที่เก็บน้ำไว้ในบ้าน เช่นเป็นบ่อนะครับ ยอมให้น้ำเข้ามาแล้วลงไปอยู่ในบ่อนั้น แล้วเราก็สูบน้ำออกไป   ง่ายๆ เท่านั้นเอง ส่วนปั้มก็ให้ใช้ปั้มอัตโนมัติแบบไฟฟ้า แล้วก็เตรียมปั้มดีเซล ไว้ด้วยไว้ใช้ตอนที่ไฟฟ้าดับครับ

บ้านสั่น เป็นเพราะอะไรอันตรายไหม


ตึกสำนักงานที่ผมทำงานอยู่ทุกวัน เป็นอาคารที่สร้างมานานเกินยี่สิบปีแล้วครับ ทีแรกก็มันก็ไม่ติดถนนใหญ่อะไร เพราะในบริเวณนี้แต่เดิมก็เป็นทุ่งนา ไว้สำหรับเลี้ยงวัว

ต่อมาเมืองมีการขยายตัวมากขึ้น มีถนนพระรามเก้ามาตัดผ่านหลังตึกออฟฟิตเลยครับ   (สมัยก่อนั้นเขาเรียกว่าถนนพระรามเก้าตัดใหม่ เพราะว่าถนนพระรามเก้าแต่เดิมนั้น มันไปสิ้นสุดที่สามแยกอสมท. เท่านั้นเอง  ตอนนี้มันเป็นสี่แยก แล้ว ครับ)

อยู่ๆ ไปกว่านั้นอีก ก็มีทางด่วนขั้นที่สอง มาพาดอยู่บนถนนพระรามเก้าอีกที ทีนี้ พอมีรถใหญ่วิ่งผ่านทีนึง ออฟฟิตผมก็สั่นสะเทือนไปทั้งตึกครับ ออฟฟิตวิศวกร แท้ๆ ยังสั่นขนาดนี้

ก็ต้องแก้ปัญหาการสั่นสะเทือนครับ  สาเหตุที่อาคารสั่นนั้น มักเกิดจากสองสาเหตุหลักครับ  คือ ข้อหนึ่ง อาคารสั่นเนื่องจากคอนกรีตมีอายุมากและก็มีความเสื่อมสภาพ

ส่วนสาเหตุที่สอง เกิดจากฐานรากของอาคารนั้น มีความสั้นเกินไป  สังเกตนะครับตึกสูงๆ อาคารใหญ่ๆ ไม่ค่อยสั่น เพราะว่าฐานรากของอาคารเหล่านั้นอยู่ลึก แต่ถ้าเป็นบ้านหรือเป็น ออฟฟิตเตี้ยๆ อย่างที่ทำงานผมแล้ว เสาเข็มอาจไม่ได้อยู่ลึกมาก ทำให้ปลายเข็มยังวางอยู่บนชั้นดินอ่อน  ทีนี้พอเกิดการสั่นสะเทือนจากการจราจร ก็ทำให้อาคารสั่นได้ครับ

วิธีแก้ปัญหา ก็ต้องหาทางสร้างกำแพงกั้นคลื่นการสั่นสะเทือนจากถนน ที่เข้ามากระทบกับอาคารของเรา  สามารถทำได้ง่ายๆ สองวิธี ก็คือ

หนึ่ง ก็คือการใช้เสาเข็มไม้หรือเข็มคอนกรีต ลึกประมาณ 4 เมตร ปักให้ห่างจากตัวอาคารเท่าที่ทำได้  เพราะปกติปักไปห่างมากไม่ได้อยู่แล้ว มันจะไปเข้าไปในที่สาธารณะที่ไม่ใช่ของเรา

อีกวิธี คือการขุดดิน ความกว้างประมาณหนึ่งเมตร ลึกสองเมตร แล้วใส่ทรายลงไป วิธีนี้ก็จะลดแรงสั่นสะเทือนได้เหมือนกัน  เวลาเขาตอกเข็มแล้วป้องกันการสั่นสะเทือนของอาคารข้างเคียงก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ครับ


วิธีลดความสั่นสะเทือนของอาคาร

ทั้งสองวิธีให้ทำไปทางทิศที่มีแรงสั่นสะเทือนมานะครับ  เท่านี้ก็จะบรรเทาอาการตึก หรือบ้านสั่นได้แล้วครับ  อย่างอาคารสำนักงานของผมตอนนี้ ก็ไม่ค่อยสั่นแล้วครับ ค่อยสมเป็นสำนักงานของวิศวกรหน่อย

หลักเบื้องต้นในการดูที่ดิน ดูโครงการ หลัก สาม ด.


ก่อนที่จะทำการซื้อที่ดินเพื่ออยู่อาศัย หรือเพื่อทำโครงการก็ตาม ผู้ซื้อจะต้องทำการค้นหาข้อมูลสำหรับที่ดินนั้นๆ เพราะการซื้อที่ดินก็มีราคาไม่ถูก และไม่สามารถเปลื่ยนมือไปต่อได้ง่ายๆรวดเร็ว และหากยิ่งเป็นการซื้อเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยแล้วละก็ ยิ่งต้องดูกันนานๆ เพราะเราต้องอยู่อาศัยในที่นั้นอีกนานหลายปี

ร.ศ. ยุวดี ศิริ  อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านได้ให้หลักจำง่ายๆ ถึงวิธีการในการ ตรวจสอบที่ดินเบื้องต้นไว้ ด้วยหลัก สาม ดอ  ได้การ การ "ไปเดิน ไปดู และไปดม"

อาจารย์ท่านว่า การเลือกทำเลที่ดินนั้นถ้าเป็นที่สำหรับสร้างบ้าน คงจะให้คำแนะนำกันลำบาก ไม่เหมือนการเลือกที่ดินสำหรับ การพัฒนาโครงการ เพราะที่ดินสำหรับสร้างบ้านอยู่อาศัยนั้น มักเป็นทำเลที่อยู่ในใจของแต่ละเจ้าของบ้านอยู่แล้ว หรือไม่บางท่านก็อาจได้รับมรดกมา  แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังใช้หลักเดียวกันได้อยู่ดี ดังนี้คือ

หลัก 3 ด.

กระเบื้องแตก กระเบื้องระเบิด กระเบื้องปูด ปัญหาปวดหัวที่ป้องกันได้


ปัญหาเรื่องกระเบื้องแตก กระเบื้องปูดร้าว จริงๆ เป็นปัญหาที่เกิดได้ตลอดเวลา  แต่เมื่อช่วงต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการรายงานถึงปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

ปัญหาการแตกร้าวในกรณีนี้ เกิดจากอุณหภฺมิที่ลดลง ทำให้การยืด หดตัวของ กระเบื้องและคอนกรีต เกิดขึ้น แต่การยืดหดตัวของวัสดุทั้งสองอย่างนี้ เกิดในอัตราที่ไม่เท่ากัน ทำให้ เกิดการดึงรั้งกัน และเกิดการกรณีกระเบื้องหลุดร่อน กระเบื้องระเบิด หรือปูดได้  พบมากในกระเบื้องแผ่นใหญ่มากกว่ากระเบื้องแผ่นเล็ก

สำหรับกระเบื้องที่ เกิดปัญหาเหล่านี้ มักเกิดในกรณีที่

1. กระเบื้องปูชน ชิดกันมากเกินไป ไม่มีช่องว่างให้หด หรือขยายตัวได้


ปัญหากระเบื้องร้าว กระเบื้องปูด



2. เกิดจากกรณีใช้การปูกระเบื้องแบบ ปูซาลาเปา คือไม่มี การโป้ว ให้เต็มพื้นที่กระเบื้อง ทำให้การยึดเกาะระหว่างกระเบื้อง กับ ผิวคอนกรีต ไม่ดี วิธีแก้ไข คือให้ใช้ปูนกาว ที่เป็นปูนซีเมนต์ผสมสารเกาะยึดพิเศษ หรือการปูกระเบื้องแบบเปียก คือช่างจะทาปูนเต็มแผ่น ทำให้มีช่องว่างน้อยลงยึดติดได้ดีขึ้นและลดปัญหาการหลุดร่อน หรือระเบิด


ก่อนการแก้ไขกระเบื้องที่แตกร้าวด้วยการปูกระเบื้องใหม่นั้น ควรสำรวจพื้นคอนกรีตใต้กระเบื้อง ที่ปูทับอยู่นั้นด้วยว่ามีรอยร้าวหรือไม่  (ซึ่งปกติจะไม่มี เพราะกระเบื้องระเบิดจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง) ถ้าไม่มีรอยร้าว ก็ปูกระเบื้องทับได้เลย  แต่ถ้ามีรอยร้าวก็ต้องทำการสำรวจเพิ่มเติมต่อไปว่า มีปัญหาทางโครงสร้างหรือไม่ครับ