หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ้าน แสดงบทความทั้งหมด

สำรวจชั้นดินนั้นสำคัญไฉน?


เวลาเราพูดถึงปัญหาบ้านทรุดกันนั้น หลายครั้งเรามักพุ่งตรงไปที่ปัญหาของโครงสร้างก่อนเลย เช่นว่าเสาเข็มไม่เท่ากัน เข็มสั้นเกินไป เกิดปัญหาดินไหล ออกไปเป็นต้น ซึ่งก็อีกหลายครั้งเช่นกัน ปัญหา เกิดขึ้นจากการที่ไม่ทำการสำรวจชั้นดินให้แน่ใจว่า มีลักษณะเป็นอย่างไร รับกำลังได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะทำการสร้างสิ่งปลูกสร้างลงไปครับ

การสำรวจชั้นดินนั้น มีความจำเป็นที่ต้องทำในทุกการก่อสร้าง เนื่องจากดินมีลักษณะต่างๆกันไปได้ตลอดเวลา แม้จะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน  โดยมากการสำรวจชั้นดินนั้น ผู้ที่ได้ข้อมูลนี้ไปจะเป็นผู้ออกแบบ ซึ่งจำนำข้อมูลไปคำนวณชนิดของฐานราก ชนิด จำนวน และความลึกของเสาเข็ม หากจำเป็นต้องใช้  เจ้าของบ้านเอง ไม่ค่อยทราบหรอกครับ ว่ามีการสำรวจชั้นดินกันหรือเปล่า  ถ้าอย่างเป็นบ้านพักอาศัย ก็จะมีการสำรวจกันสักสองหลุ่ม แทยงมุม เป็นต้น  ส่วนค่าสำรวจก็ตกประมาณ สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาทต่อหลุมสำรวจ

ดังนั้นผู้ที่จะคิดสร้างบ้านใหม่ อย่าลืมตั้งงบประมาณเผื่อไว้สำหรับการสำรวจดินด้วยครับ  เผื่อเห็นผู้รับเหมาเสนอราคามา จะได้ไม่ตัดตรงนี้ออก  มันสำคัญครับ

การสำรวจดิน

การสำรวจดิน

ความปลอดภัย ของไฟฟ้าภายในบ้าน ตอนที่ 1


เชื่อหรือไม่ครับ ว่า ปัญหาไฟไหม้ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้นมักเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร คือผมก็คิดว่าทุกท่านคงเชื่อกันอยู่แล้วละ เพราะเห็นว่าเกิดเพลิงไหม้ทีไร ก็สันนิฐานว่าเป็นไฟฟ้าลัดวงจรกันไว้ก่อนทุกที  แต่ว่าที่เรียกกันว่าไฟฟ้าลัดวงจรนั้น มันเกิดจากอะไร ตรงไหนละครับที่ลัดวงจร  ไฟฟ้าลัดวงจรนั้น เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นสายไฟที่เก่า ฉนวนชำรุด เกิดการลัดวงจร  หรือการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกินกว่าที่สายไฟฟ้าจะรับได้ จนเกิดความร้อนสะสมฉนวนหุ้มสายไฟชำรุด เกิดการลัดวงจรทำให้เกิดลุกไหม้ขึ้นมา

จริงๆแล้ว ปัญหาของไฟไหม้บ้านพักอาศัยนั้น สามารถลดลงไปได้อย่างมาก ด้วยการเรียนรู้เรื่องการใช้ปลั๊กไฟ หมายถึง เต้าเสียบ และเต้ารับ ของปลั๊กไฟ และรวมถึงความรู้เรื่องการใช้สายพ่วง ด้วยครับ

เริ่มจากความรู้เรื่องเต้ารับ เต้าเสียบกันก่อนครับ  สำหรับท่านที่เคยเดินทางไปต่างประเทศ หรือได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มาจากต่างประเทศ คงพอจะทราบแล้ว ว่าเต้าเสียบ เต้ารับนั้น มีรุปแบบที่ต่างๆกัน ไปตามแต่ละประเทศ  และก็อาจจะทราบอีกด้วยว่า แรงดันไฟฟ้าที่ใช้อยู่นั้นก็ต่างกันไปในแต่ละประเทศ เราจึงต้องใช้  "หัวแปลงปลั๊กไฟ (Universal Adapter)" มาใช้เพื่อที่ให้เต้ารับ กับเต้าเสียบนั้นเสียบเข้ากันได้  รวมถึงถ้าแรงดันไฟฟ้าไม่เท่ากัน ก็จะต้องมี หม้อแปลงไฟเพื่อเพิ่มหรือลดแรงดันไฟฟ้าให้สามารถใช้งานได้ และเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่เสียหาย

ซึ่งหัวเสียบของปลั๊กที่ใช้กันในโลกนี้ ก็มีขากลม ขาแบน  ขาสี่เหลี่ยม ส่วนจะเป็นสองขา สามขา หรือเรียงกันยังไง ก็แล้ว แต่ประเทศนั้นจะใช้   ทีนี้เนื่องจากประเทศไทยของเรามีการนำของประเทศอื่น เข้ามาใช้หลายประเทศ ก็เลยมีหัวเสียบที่เป็นทั้งหัวกลมและหัวแบน  ปลั๊กของบ้านเราก็เลยเป็นหัวแบบ universal คือ สามารถเสียบได้ทั้งกลมและทั้งแบนครับ

ประเภทของเต้ารับ และเต้าเสียบ


ถ้าเป็นปลั๊กในบ้านเรานั้น ก็จะมีแบบที่เป็นทั้งสองขา และก็สามขา  ถ้าเป็นปลั๊กสองขา คือยังไงก็จะไม่มีสายดิน  ส่วนที่เป็นสามขา ก็อาจมีหรือไม่มีสายดินครับ  แล้วสายดินเอาไว้ทำอะไร  คำตอบก็คือ ปกติกระแสไฟฟ้าจะวิ่งอยู่ใน โลกของไฟฟ้าเท่านั้น คือไม่วิ่งออกมาข้างนอก  แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ไฟฟ้าหลุดออกมาจากโลกของไฟฟ้าคือ เกิดที่เราเรียกว่าไฟรั่ว น่ะครับ  ไฟฟ้าถ้ารั่วออกมาข้างนอก ก็จะพยายามหาทางกลับสู่โลกของไฟฟ้า โดยผ่านทางตัวนำสักตัวหนึ่ง ซึ่งตัวนำนั้น ก็อาจเป็นการผ่านทางร่างกายของคนที่อยู่บริเวณนั้นนั่นเองครับ  ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็จะมีอันตรายถึงชีวิต  เราสามารถป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นได้โดยการ ติดตั้งสายดินเข้าในระบบไฟฟ้าของบ้านของเราครับ   เมื่อเราติดตั้งสายดิน  หากเกิดไฟฟ้ารั่ว กระแสไฟฟ้าก็จะไหลผ่านสายดินเข้าสู่ตู้เมนสวิตซ์ ที่บ้านของเรา และตัว ตัดไฟ (Breaker) ก็จะทำการตัดไฟฟ้าในบ้านของเราได้ทันท่วงทีครับ

จะรู้ได้อย่างไร ว่า บ้านของเรามีสายดินอยู่หรือไม่  สังเกตง่ายๆ ครับ

ข้อแรก คือถ้า เต้ารับที่ปลั๊กไฟของบ้านเรามีแค่สองรู ก็รู้ได้เลยว่า ไม่มีสายดินแน่นอนครับ  ปลั๊กที่จะมีสายดินต้องมีสามรู

ข้อสอง ถ้ามีสามรูแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่ามีสายดินหรือเปล่า ให้ไปซื้อ อุปกรณ์ตรวจสอบมาได้เลยครับ เรียกว่าเครื่องตรวจสอบขั้วเต้ารับชนิดมีสายดิน (Easy Check Outlet) ของการไฟฟ้า เขามีขาย อันละไม่กี่ร้อยบาท ลองเสียบดูที่เต้าเสียบของเรา ก็จะรู้ได้ว่า มีสายดินหรือไม่มีครับ


Easy check outlet

ถ้าไม่มีสายดิน ก็จะได้เรียกวิศวกรไฟฟ้ามาช่วยดู มาออกแบบแก้ไขต่อไป เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินนะครับ

บ้านเย็น เบอร์ห้า


อากาศบ้านเราร้อนขึ้นทุกวันๆ ตัวบ้านที่เราอาศัยอยู่นั้นก็ร้อนขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการปรับบ้านให้เย็นก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ หรือบ้านเดิมที่อาศัยกันอยู่แล้ว วันนี้ช่างมันส์เราจะมาแชร์วิธีปรับบ้านเราให้เย็นโดยไม่ต้องใช้พลังงานกันครับ

ปัจจัยในการทำให้บ้านเย็นขึ้นนั้นอันดับแรก

การเลือกทำเลที่ตั้ง ถ้าเป็นบ้านปลูกใหม่ที่เราสามารถเลือกทำเลได้เองนั้น บ้านไม่ควรหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพราะจะรับความร้อนโดยตรงในยามบ่าย  สังเกตุทิศทางของลมที่เข้าบ้านและเปิดหน้าต่างด้านที่รับลม และไม่ควรวางเฟอร์นิเจอร์ขวางทิศทางลม  อย่างในประเทศไทยลมมาทางทิศเหนือและทิศใต้ บ้านก็ควรมีช่องเปิดสองทางนี้มากเข้าไว้


หลังคาและฉนวนกันความร้อน  รูปทรงของหลังคามีผลกับการระบายความร้อน อย่างในประเทศไทย หลังคาควรเป็นทรงสูง  ส่วนวัสดุที่ใช้ทำหลังคาเองก็มีผลต่อความร้อนเช่นกัน เช่นปัจจุบันมีเทคโนโลยี วัสดุที่สามารถสะท้อนยูวีจากแสงอาทิตย์ ทำให้ลดความร้อนสะสมในหลังคาได้อีกด้วย  นอกจากนั้น ในส่วนของใต้หลังคา ก็สามารถใช้ฉนวนกันความร้อนชนิดต่างๆ เสริมเข้าไป เพื่อลดความร้อนที่จะลงมาสู่ตัวบ้านได้อีกชั้นหนึ่ง

ผนังบ้านแนวต้านความร้อน ส่วนผนังบ้านนั้นควรเลือกใช้วัสดุที่ความร้อนไม่เข้าและไม่อมความร้อนซึ่งจริงๆ แล้วกำแพงยิ่งหนาจะยิ่งกันความร้อนได้ดี แต่ก็จะมีต้นทุนสูง ซึ่งในปัจจุบันก็จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้บ้านเย็นเช่นการใช้อิฐมวลเบามาทำเป็นผนัง เนื่องจากมีน้ำหนักเบา กันความร้อนจากภายนอกได้ดีกว่าอิฐมอญ แต่ก็จะมีข้อจำกัดในเรื่องของการตอกตะปู, เจาะผนัง

สีทาบ้าน  สีทาบ้านนอกจากจะให้ความสวยงาม และปกป้องวัสดุแล้ว ยังสามารถกันความร้อนได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบสีทาภายในหรือทาภายนอก การทีสีสามารถสะท้อนยูวีไปได้ ก็จะลดความร้อนสะสมในผนังบ้านในเวลากลางวัน และลดความร้อนที่ผนังคายออกมายามกลางคืน

ต้นไม้ร่มเงา  การปลูกต้นไม้ในทิศทางที่มีแสงแดด เป็นพื้นฐานในการลดความร้อนให้กับที่อยู่อาศัยมานาน นอกจากจะบังแสงแดดได้แล้ว ยังให้ความสดชื่นกับผู้อยู่อาศัยอีกด้วยครับ  หากไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้ ก็สามารถใช้กันสาด หรือไม้ระแนง ก็สามารถลดความร้อนให้กับบ้านได้เหมือนกันครับ


บ้านเย็นเบอร์ห้า
             
ส่วนบ้านที่เป็นทาวน์เฮ้าส์ หรือบ้านปัจจุบันที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้มากและมีบ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันตกแล้วสามารถทำอะไรเพื่อให้ลดความร้อนลงโดย ทำกำแพงบ้านบ้านให้ทึบหน่อย หรือปลูกต้นไม้เพื่อทำเป็นแผงบังแดด หรือ ติดตั้งกันสาดเพิ่มเติมสำหรับมุมที่รับแดดเต็มๆ เพื่อไม่ให้แดดส่องเข้าบ้านโดยตรงครับ


ว่าด้วย เรื่อง ระบบ ปะปาภายในบ้าน


ระบบน้ำปะปาภายในบ้าน เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งของที่บ้านที่พักอาศัยเลยครับ  สมัยก่อนบ้านที่ผมอยู่เป็นบ้านสองชั้น ที่ไม่ได้ใช้ระบบปั้มน้ำ  แต่ก็สามารถใช้น้ำได้ทั่วทั้งบ้านครับ เพราะแรงดันน้ำที่มาจากการปะปานั้นแรงเพียงพอต่อการส่งน้ำขึ้นถึงชั้นสองอยู่แล้วครับ  จะมีปัญหาบ้างก็ตอนที่เปิดน้ำใช้ร่วมๆ กันหลายจุด  หรือใช้เครื่องทำน้ำอุ่น ถ้าแรงดันน้ำ ณ จุดที่เครื่องทำน้ำอุ่นอยู่น้อยเกินไป เครื่องก็จะไม่ทำงานได้เหมือนกันครับ

มาถึงสมัยใหม่นี้ ปั้มน้ำ แท้งค์น้ำ กลายเป็นเรื่องปกติของบ้านไปแล้ว ไม่ว่าบ้านจะกี่ชั้นก็ตาม บทความนี้เราจะไม่พูดถึงการต่อ ไดอะแกรมของน้ำปะปาในบ้าน เช่นว่าทำอย่างไรน้ำจะไหลอยู่ได้ในกรณีที่ไฟฟ้าดับทำให้ปั้มหยุดทำงานนะครับ แต่จะมาตอบปัญหาง่ายๆ ที่พบบ่อยในระบบน้ำภายในบ้านครับ

ข้อแรก จะตรวจดูได้อย่างไรว่ามีน้ำรั่วในระบบหรือเปล่า

คำตอบ คือให้ปิดน้ำในบ้านให้หมด ปิดวาวล์ น้ำที่ส่งน้ำเก็บเข้าแท้งค์น้ำด้วย แล้วไปดู มิเตอร์น้ำที่หน้าบ้านว่ายังหมุนอยู่หรือเปล่า ถ้ายังหมุนอยู่แสดงว่ามีการรั่วในระบบครับ บางทีเวลาหาที่รั่วไม่เจอ เพราะการรั่วนั้นอาจอยู่ในแถวๆชักโครก ก็ได้ครับ เช่นรั่วจากชักโครกแล้วลงบ่อเกรอะไปเลย

อ้อ ตอนนี้มีเทคโนโลยี มิเตอร์อัจฉริยะที่สามารถรายงานการใช้น้ำของเราในแต่ละวันได้ แล้วครับและบอกความเป็นไปได้ว่ามีน้ำรั่วในระบบของเราได้ด้วยนะครับ  อย่างเช่น  บริษัทนี้ที่ชื่อ FLUID เป็นต้น
https://www.kickstarter.com/projects/825947844/fluid-the-learning-water-meter

FLUID
ข้อสอง น้ำปะปา ดื่มได้ไหม ที่เห็นว่าน้ำปะปาไม่สะอาด เกิดจากน้ำจากที่ไหน

คำตอบ น้ำปะปา ดื่มได้หลายจุดแล้วครับ และมีการตรวจวัดควบคุมตลอด และยิ่งมีโอกาสยากที่จะมีตัวอะไรไปเกิดอยู่ในน้ำปะปา เพราะว่ามีการทำความสะอาดและตรวจวัดหลายขั้นตอนครับ  แต่สัตว์เหล่านี้อาจอยู่ในสายยาง หรืออยู่ในท่อปะปาภายในบ้านของเราเอง ที่มีน้ำค้างไว้นาน จนสัตว์เกิดขึ้นมาได้ครับ น้ำขังไม่ถึงสัปดาห์ก็มีโอกาสเกิดได้แล้ว

นอกจากนี้ปัญหาที่มีตะกอนหรือมีดินออกมาจากก๊อกน้ำที่บ้านเรา ส่วนมากเกิดจากการที่ภายในบ้านมีการปรับปรุงเกี่ยวกับระบบท่อน้ำภายใน ดังนั้นหลังจากที่ปรับปรุงระบบท่อน้ำแล้วอาจต้องมีการปล่อยน้ำเพื่อทำความสะอาดระบบใหม่เสียก่อนครับ

ข้อสาม สารปรอท ที่อยู่ในน้ำ เกิดจากก๊อกน้ำ หรือวาวล์น้ำได้หรือไม่

คำตอบ อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบปะปาภายในบ้าน มักทำจากทองเหลือง เพราะทองเหลืองไม่เป็นสนิมและไม่ก่อให้เกิดสารปนเปื้อน แต่บางครั้งมีการน้ำอุปกรณ์ที่ด้อยมาตรฐานมาใช้ ยกตัวอย่างเช่นก๊อกน้ำที่ทำจากเหล็กชุบ หรือทำจากสังกะสี อุปกรณ์เหล่านี้ถ้าเอาแม่เหล็กไปดูดดูก็จะดูดติด ซึ่งก๊อกน้ำที่ทำจากทองเหลืองแม่เหล็กจะดูดไม่ติดและมีน้ำหนักมากกว่า

ส่วนวาล์วน้ำก็เหมือนกัน  วาล์วน้ำที่ใช้กับปะปาภายในบ้าน จะเป็นวาล์วน้ำที่ทำด้วยทองเหลือง ซึ่งจะทนทานกว่า ใช้งานได้ยาวนาน วาล์วน้ำที่ใช้สำหรับการเกษตร ที่ทำด้วย พีวีซี หรือพีอี  หรือวัสดุเทียบเท่าอื่นๆครับ ก็ต้องดูให้ผู้รับเหมาเลือกใช้วาล์วน้ำ ให้ถูกประเภทของการใช้งาน

ข้อควรรู้ เมื่อจะกู้ สินเชื่อบ้าน และคอนโด


ในการสร้างบ้านนั้น นอกจากปัจจัยด้านวิศวกรรมแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องการหาเงินมาจ่ายเงินค่าก่อสร้าง ค่าซื้อ คอนโด หรือบ้าน ซึ่งหากเงินที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอแล้ว การกู้เงินมาซื้อบ้านหรือคอนโดจากสถาบันการเงิน ก็คงเป็นหนทางหนึ่งที่ผู้ซื้อบ้านจะเลือก นอกจากการหยิบยืมญาติพี่น้องพ่อแม่ครับ

สินเชื่อเพื่อการเคหะนั้น เป็นสินเชื่อประเภทที่สถาบันการเงินจะปล่อยกู้ระยะที่ยาวนานกว่าสินเชื่อประเภทอื่น  และก็มักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูง เมื่อเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่นครับ และโดยมาก สินเชื่อเพื่อการเคหะนั้น ก็มักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำๆ ในปีแรกๆ เพื่อลดภาระของเจ้าของบ้านผู้กู้ยืมเงินสินเชื่อ

วันนี้ ช่างมันส์บล็อค จะตอบคำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับการกู้สินเชื่อเพื่อการเคหะเหล่านี้ และเคล็ดไม่ลับในการเตรียมตัวเพื่อขอสินเชื่อครับ

ข้อแรก  การขอสินเชื่อนั้น สถาบันการเงินมักอยากให้กู้เท่าที่กู้ได้ และโดยมากก็เลยมักจะได้เงินกู้มามากกว่า เงินที่จำเป็นต้องใช้ในการซื้อบ้าน คอนโดเสียอีก  จริงๆ แล้วเงินกู้ที่ได้มานั้น มีต้นทุนทางดอกเบี้ยครับ  เราควรกู้เท่าที่จำเป็น  ซึ่งวงเงินกู้ที่จะได้ปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะเพิ่มจากเมื่อก่อนแล้ว วงเงินกู้ที่ได้กันตอนนี้วงเงินสูงสุดอยู่ที่ราว 55-60 เท่าของเงินเดือน  ทั้งนี้ขึ้นกับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่เราทำงานอยู่ และอายุงานของเราด้วย

ข้อสอง  ธนาคารจะอนุมัติ เงินกู้หรือไม่ อนุมัติเท่าใดนั้น ก็จะดูจากความสามารถในการใช้คืนหนี้  ดังนั้นถ้ามีหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้อื่นๆ อยู่นั้น ก็จะทำให้การอนุมัติเงินกู้สินเชื่อบ้านนั้น ทำได้ยากขึ้น  และโดยเฉพาะเมื่อธนาคารหรือสถาบันการเงินไปตรวจดูที่เครดิตบูโร และพบว่ามีสถาบันการเงินหลายสถาบันมาขอตรวจข้อมูลเครดิตบูโร ของเราไปก่อนหน้านี้  มันอาจแสดงว่า เรากำลังร้อนเงิน ซึ่งบ่งชี้ถึงการอาจจะไม่มีความสามารถในการชำระเงินกู้นั่นเอง

ข้อสาม  ควรมีเงินเก็บ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการยื่นขอเงินกู้จากธนาคาร เป็นวงเงินประมาณ 5-10% ของ มูลค่าสินทรัพย์ที่เรากำลังจะขอกู้เงินซื้อ  เงินเก็บนั้นจะอยู่ในรูปแบบของเงินฝาก ก็ได้ หรือในรูปแบบของเงินเก็บในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ของบริษัทฯ ก็ใช้ได้เช่นกัน

ข้อสี่  หากไม่มีรายได้ประจำจากเงินเดือน ก็ยังสามารถกู้ได้โดยใช้หลักฐาน จากการเดินบัญชีธนาคารของเรา  ซึ่งไม่ควรไปปั่นรายได้ ในช่วงที่จะกู้เงิน  เพราะสถาบันการเงินสามารถทราบได้อยู่ดี   หลักฐานการยื่นเสียภาษี ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอเงินกู้ได้เช่นกัน  เพราะแสดงถึงการมีรายได้

ข้อห้า  ระยะเวลาที่จะให้กู้ ตอนนี้สถาบันการเงิน ก็ให้กู้กันที่ 25-30 ปี กันแล้ว  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับอายุของผู้กู้ด้วย ซึ่งโดยมากจะคิดว่าผู้กู้จะมีอายุไม่เกิน 70 ปี  เช่นถ้า อายุ 50 ปี ณ ตอนที่ขอสินเชื่อก็อาจ ได้ระยะเวลากู้ 20 ปี เป็นต้น  ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อ

และธนาคารมักจะให้เราทำประกันชีวิตไว้ด้วยกับวงเงินกู้นั้น โดยนับเอาเบี้ยประกันชีวิตไปรวมกับยอดเงินที่กู้  ซึ่งอันนี้ที่จริงแล้วดีกับผู้กู้ เพราะว่าหากเสียชีวิตในระหว่างที่ยังมีภาระหนี้อยู่ ทางประกันก็จะจ่ายยอดหนี้ที่เหลือให้ ทำให้สินทรัพย์ตกเป็นทรัพย์มรดก และไม่เป็นภาระกับลูกหลานครับ


สี่กฎเหล็กเรื่องการกู้สินเชื่อ เพื่อการเคหะ


เมื่อได้สินเชื่อมาแล้ว ก็จะเข้าถึงช่วงของการต้องผ่อนชำระแล้ว ในการผ่อนชำระนั้น โดยมากผู้ผ่อนชำระมักจะผ่อนชำระหมดก่อนระยะเวลาที่สถาบันการเงินกำหนดไว้  เพราะว่ามีคิดเผื่อไว้อยู่แล้ว และผู้ผ่อนชำระก็มักจะผ่อนเกิน ยอด เพื่อที่จะได้สามารถปิดยอดหนี้ค้างชำระได้เร็ว  ื มีข้อควรรู้ดังนี้คือ

ในช่วงแรก ดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าช่วงการผ่อนชำระช่วงหลัง  ดังนั้นถ้าสามารถทำได้ก็ให้ชำระให้เร็วก็ย่อมดีกว่า  แต่ทางสถาบันการเงิน ก็มักจะมีค่า penalty fee  คือคิดดอกเบี้ยเพิ่มหากเราคืนเงินกู้ทั้งหมดก่อนสามปี เพราะป้องกันการรีไฟแนนซ์ของผู้กู้นั่นเองครับ

ข้อควรรู้ในการถมดิน สำหรับสร้างสิ่งปลูกสร้าง


เมื่อเราเลือกที่ดินที่จะทำการปลูกสร้างอาคารได้แล้ว สิ่งที่มักจะทำเป็นอันดับต่อไปคือการปรับพื่้นที่ให้เหมาะสมก่อนทำการปลูกสร้างครับ  ไม่ว่าจะเป็นการถางต้นไม้ การรื้อสิ่งปลูกสร้างเดิมถ้ามี หรือการถมดินเพราะพื้นที่ดินนั้นต่ำกว่าถนน หรือต่ำกว่าระดับที่เคยท่วม หรือแม้กระทั่ง ถมดิน เพราะที่ดินที่เราได้มานั้นเป็นพื้นที่แอ่งน้ำกันเลยทีเดียว

การสร้างอาคารบนพื้นที่ใหม่นั้น เรียกได้ว่าส่วนใหญ่ต้องมีการถมดินกัน เพราะการถมดินจะช่วยทำให้พื้นที่สูงขึ้น ถมดินปรับพื้นที่ใช้เป็นที่กองวัสดุ ให้การทำงานให้ได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

ข้อควรรู้สำหรับการถมดินนั้น มีดังนี้คือ

ข้อแรก ถ้าดินที่ถมนั้นมีน้ำขังอยู่  หรือไม่มีน้ำขังก็ตาม เราควรจะต้องทราบว่า ระดับที่จะถมดินนั้น มีความลึกเท่าใด ถ้าเป็นระดับที่มีน้ำขังอยู่นั้น แล้วจะสูบน้ำออก ก็ต้องยิ่งระวัง อย่าสูบน้ำออกทีเดียวจนหมด เพราะถ้าน้ำขังอยู่ลึกมาก การเอาน้ำออกทีเดียวจนหมด อาจทำให้ดินพังลงมาได้

และการรู้ว่าระดับที่ถมมีความหนาของดินถมเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้ทราบได้ว่า จะต้องใช้เสาเข็มยาวเท่าไหร่ ในการถมดินครับ เพราะเสาเข็มจะต้องยาวเกินชั้นดินที่ถม ลงไปถึงชั้นดินที่รับน้ำหนักของตัวอาคารได้

ข้อสอง  การขุดและการถมที่ดินนั้น มีกฎหมายควบคุมนะครับ ไม่ใช่ว่าจะทำอย่างไรก็ได้  ให้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่กรมโยธธาธิการ และผังเมือง  ดูภายใต้พระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 ที่ให้อำนาจในรายละเอียด ไว้กับองค์การบริหารส่วนพื้นที่อีกที   กฎหมายนี้มีข้อกำหนดเช่นว่า ถ้าถมสูงกว่าพื้นที่ข้างเคียง ต้องมากการจัดทางระบายน้ำ และถ้าพื้นที่ถมเกินกว่าสองพันตารางเมตร ต้องแจ้งการถมดินนั้นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดครับ

ข้อสาม การถมดินที่ถมไปสูงๆ อาจต้องมีการทำกำแพงกันดินด้วย

ข้อสี่  เมื่อถมดินเสร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ดินมีการยุบตัวก่อน จึงจะทำการก่อสร้างได้ครับ  เพราะยังไงดินก็ต้องยุบตัวอยู่ดี แค่รอให้ดินแห้ง พอจะทำงานได้ ก็สามารถทำงานได้แล้ว

ข้อห้า ดินที่จะใช้ถมนั้น มีหลายประเภทครับ ทั้งดินเหนียว ดินทราย ดินลูกรัง  จะใช้ดินอะไรก็ได้เพราะยังไงเราก็ไม่ได้ใช้ดินเหล่านี้ในการรับน้ำหนักอาคารอยู่แล้ว เราใช้ดินในการปรับพื้นที่ และช่วยให้การทำงานได้ง่ายเท่านั้น

ข้อหก  ดินที่เราถมไปนั้น มันจะต้องทรุดตัวแน่นอนครับ อย่าไปกังวล ขอเพียงการทรุดตัวนั้น เมื่อดินทรุดไปแล้ว บ้านอย่าทรุดตาม และถ้าตัวบ้านส่วนที่ไม่วางอยู่บนเสาเข็ม คือมันวางอยู่บนดินนั้น ทรุดไปจนทำให้เกิดรอยแยก รอยแยกก็อย่าไปดึงตัวบ้านหลัก ให้ทรุดลงไปด้วย

การแก้ไขนั้น เมื่อเกิดดินยุบที่ใต้บ้านจนเป็นโพรงนั้น อย่าเอาดินไปถมตรงที่เป็นโพรง เพราะจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับดินที่ยุบลงไปก่อนหน้านั้นอีก  และทำให้การยุบของดินลุกลาม  เราแค่เอาอะไรมากันใต้บ้านไว้ไม่ให้เป็นโพรง ป้องกัน สัตว์ร้ายเข้าไปอาศัยก็พอครับ

ข้อเจ็ด  การตกลงกับผู้รับเหมาถมดินนั้น ถ้าเป็นการถมดินทั่วไป ก็อาจตกลงกันเป็นการถมตามความสูง ว่าจะให้ถมสูงถึงระดับใด ครับ  แต่ถ้าเป็นการถมที่ดินสำหรับโครงการ อาจมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการถมดิน
หมดแล้วครับ เรื่องถมดิน ดูเหมือนจะหมู แต่ก็เป็นหมูแข็งแรงนะครับ มีความรู้ไว้ ไร้ปัญหากวนใจครับ

บ้านต่ำกว่าถนน จะทำยังไงให้ระบายน้ำได้


หมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่มาตั้งแต่เกิดนั้น เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงมาก แต่ก่อนในเรื่องที่น้ำท่วมครับ  ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักน้ำท่วมในช่วงปี พ.ศ. 2526 แล้วครับ  ช่วงนั้นพื้นที่ที่แถวสนามกีฬาหัวหมาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง ต้องกลายเป็นบ้านริมคลองไปถึงสี่เดือนทีเดียว

หลังจากนั้น ก็มีการปรับปรุงในหลายๆด้าน ทำให้บริเวณนี้น้ำไม่ท่วมอีก ส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้บริเวณบ้านผมน้ำไม่ท่วมก็ต้องกล่าวถึงโครงการในพระราชดำริของในหลวงฯ ที่หลายโครงการท่านทรงริเริ่มและมีผู้นำไปดำเนินการมาตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นเองครับ

เหตุอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากน้ำท่วมก็คือ มีการยกถนน และปรับปรุงท่อระบายน้ำในถนนบริเวณนี้ ทำให้บ้านหลายบ้าน มีระดับที่ต่ำกว่าระดับถนน ซึ่งเหตุแบบนี้ก็คงเกิดขึ้นกับอาคารในหลายๆบริเวณเช่นกัน คือระดับของถนน สูงกว่าระดับของบ้าน  ทำให้น้ำจากถนนไหลเข้ามาในบ้าน และน้ำในบ้าน ก็ระบายออกไปไม่ได้ครับ

วิธีการแก้ไข ทำได้หลายวิธี เช่น

วิํํํธีแรก ก็ทำการยกบ้าน ตั้งแต่ฐานราก ให้สูงขึ้นทั้งหลังเลยครับ วิธีการนี้ที่บ้านผมเองก็ทำ ทำให้บ้านสูงกว่าถนน มากเลยด้วยซ้ำ แถมได้ห้องใต้ดินมาอีก เพราะจริงๆ มันไม่ใต้ดินหรอกแต่บ้านเรายกมาสูงขึ้นกว่าถนนไปครึ่งชั้นนั่นเอง ก็เลยเกิดห้องใต้ดินแถมมา แต่วิธีนี้จริงๆ ไม่แนะนำ ถ้าอยากจะแค่ระบายน้ำนะครับ เพราะค่าใช้จ่ายสูง และเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เปล่าๆ

การเพิ่มความสูงของพื้นชั้นหนึ่งนั้น  หลายบ้านกระทำโดยเพิ่มความสูงของพื้นชั้นล่างอย่างเดียว วิธีนั้นจะทำให้ชั้นหนึ่งมีความเตี้ยลง  และหากเพิ่มความหนาของพื้นโดยให้ฐานรากรับน้ำหนัก พื้นเข้าไปด้วย  อาจทำให้มีปัญหาฐานราก และทำให้อาคารพังไปทั้งหลังได้ครับ  ถ้าจะทำแบบนั้นก็ต้องตัดพื้นชั้นล่างให้ขาดออกจากตัวอาคาร เพื่อไม่ให้ฐานรากต้องรับน้ำหนักของพื้นที่เพิ่มขึ้นมาครับ


วิธีแก้ปัญหาน้ำไหลเข้าบ้าน


อีกวิธีการหนึ่งสำหรับการระบายน้ำ เป็นวิธีที่ง่ายกว่าครับ และเป็นวิธีเดียวกับที่สมัยก่อนที่บ้านผมน้ำท่วมแล้วคุณพ่อผมทำ เพราะเวลาน้ำท่วมมาแล้ว เราคงไม่มีเวลาไปยกบ้าน หรือต่อเติมพื้นให้สูงหรอกครับ  วิธีการ ก็คือ ทำที่เก็บน้ำไว้ในบ้าน เช่นเป็นบ่อนะครับ ยอมให้น้ำเข้ามาแล้วลงไปอยู่ในบ่อนั้น แล้วเราก็สูบน้ำออกไป   ง่ายๆ เท่านั้นเอง ส่วนปั้มก็ให้ใช้ปั้มอัตโนมัติแบบไฟฟ้า แล้วก็เตรียมปั้มดีเซล ไว้ด้วยไว้ใช้ตอนที่ไฟฟ้าดับครับ