หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความปลอดภัย แสดงบทความทั้งหมด

ความรู้เบื้องต้นเรื่องเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ


ความรู้เบื้องต้นเรื่องเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ


ช่วงฤดูหน้าฝนอย่างนี้ทุกปีประเทศของเรามักมีข่าวเรื่องน้ำท่วมเสมอๆและเป็นหนักขึ้นทุกปี และทุกครั้งจะเป็นโอกาสให้คนไทยได้แสดงน้ำใจต่อกัน แต่จะดีมากแค่ไหนที่เหตุการณ์เหล่านั้นไม่ต้อ
เกิดแต่เราป้องกันล่วงหน้า หรืออย่างน้อยๆก็เตือนภัยไม่ให้ทรัพย์สินและชีวิตต้องสูญเสียไป

ที่จริงแล้วเรื่องเขื่อนและอ่างเก็บน้ำไม่ใช่เรื่องใหม่ มนุษย์เราเรียนรู้วิธีการปรับสภาพธรรมชาติให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของเผ่าพันธุ์ของตนเองมานานแล้ว เราสามารถพบหลักฐานการสร้างเขื่อนได้ในอดีตเก่าถึงหลายพันปี และในประเทศไทยเองเราก็มีการสร้างอ่างเก็บน้ำ และเขื่อนกันมาหลายร้อยปีแล้ว และบางแห่งก็ยังถูกปรับปรุงให้ใช้ได้อยู่ครับ

พูดถึงเรื่องอ่างเก็บน้ำ ก็หมายถึงพื้นที่ที่ใช้เก็บน้ำ โดยมีเขื่อนไว้กั้นน้ำ และควบคุมการไหลเข้าออกของน้ำผ่านประตูควบคุม ทั้งนี้ชื่อเรียกของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำอาจจะมีขื่อเรียกต่างๆกันไปขึ้นกับขนาด และชนิดของลำธารหรือสายน้ำได้ครับ แต่เนื่องจากบทความจองผมไม่มีวัตถุประสงค์จะมาอธิบายคำศัพท์กัน ดังนั้นจึงมีแค่อ่างเก็บน้ำ กับเขื่อนครับ

ดังนั้น function หรือหน้าที่ของอ่างเก็บน้ำและเขื่อนก็คือมันใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ให้มีน้ำใช้ ช่วงที่ธรรมชาติมีน้ำน้อย และลดรวมถึงเก็บน้ำ ไม่ให้เกิดอุทกภัย ในช่วงที่น้ำเยอะเกินไป ส่วนเขื่อน ก็จะสามารถจัดการเก็บน้ำกั้นน้ำและปล่อยน้ำได้ตามต้อาการกล่าวคือควบคุมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำได้นั่นเอง

ผมขอเรียกรวมทำนบ ฝาย รวมกับเขื่อนเลยในบทความนี้นะครับ

โดยทั้งไปเขื่อนทำจากวัสดุที่หาได้ในบริเวณที่จะสร้างเขื่อน เพราะวิศวกรคงไม่ขนสัสดุกก่อสร้างไปจากที่ไกลๆเพื่อสร้างเขื่อนหรอก เราจึงพบกว่าเขื่อนส่วนมากที่สร้างในโลกนี้จึงเป็นเขื่อนดิน รวมถึงเขื่อนที่สร้างกันมานานแล้วในโลกและเขื่อนที่ใช้งานอยู่ปัจจุบันในไทยด้วยครับ

เขื่อนที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติอื่นๆก็เช่นเขื่อนหิน ส่วนเขื่อนที่เป็นคอนกรีตก็มี อย่างเช่นเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตากในประเทศไทยไงครับ ข้อดีของเขื่อนดินก็คือมีราคาที่ถูกกว่าเขื่อนคอนกรีตเยอะ แต่ข้อเสียคือใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า เพราะต้องใช้เวลาบดอัดเป็นชั้นๆ ทำให้ไม่สามารถก่อสร้างได้ในเวลาฤดูฝน ส่วนเขื่อนคอนกรีตสามารถสร้างได้รวดเร็ว แต่ราคาก่อสร้างก็สูงกว่า เหตุผลที่สร้างเขื่อนคอนกรีตโดยมากก็จะเป็นกรณีที่เขื่อนนั้นมีการผลิตกระแสไฟฟ้า การสร้างเสร็จได้เร็วย่อมหมายถึงการจ่ายไฟได้เร็วและคืนทุนได้เร็วกว่าครับ ส่วนความแข็งแรงของเขื่อนทั้งสองแบบนี้ก็ไม่แตกต่างกันขึ้นกับการบำรุงรักษา และการใช้งานด้วยครับ

ในส่วนการเสียหายของเขื่อนหรือการพัง การแตก ที่เรียกว่าเขื่อนแตก เราสามารถเข้าใจได้ง่ายๆดังนี้ครับ

ความเสียหายของเขื่อน แบ่งง่ายๆสองแบบคือ

หนึ่ง เขื่อนเสียหายเล็กน้อย เช่นมีรูรั่ว มีรอย crack รอยแตก ซึ่งปกติเขื่อนเกือบทุกเขื่อนมีความเสียหายแบบนี้อยู่เสมอครับ แต่ก็ยังสามารถใช้งานต่อไปได้เพราะยังควบคุมการไหลเข้าและออกของน้ำได้

สอง คือ เขื่อนไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ เขื่อนเสียหายมาก ไม่ function แล้ว อย่างนี้ควรเรียกว่าเขื่อนแตก เขื่อนพังนั่นแหละครับ ไม่ต้องแตกดังโพล๊ะเหมือนตุ่มหรอก ก็เรียกว่าเขื่อนแตกได้แล้วละครับ  ซึ่งถ้าเขื่อนพัง ก็จะเกิดความเสียหายกับพื้นที่ใต้เขื่อนเพราะเก็บน้ำไว้ไม่ได้แล้วนั่นเองครับ ส่วนการที่ไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้แล้วก็อาจเกิดจากการที่มีปริมาณน้ำมากกว่าที่ออกแบบเอาไว้ ก็จะควบคุมน้ำไหลเข้าออกไม่ได้ เกิดน้ำล้นข้าม หรือเกิดจากเหตุภัยพิบัติเช่นแผ่นดินไหวก็เป็นได้ที่ทำให้ตัวเขื่อนหรือฐานเขื่อนมีความเสียหายครับ

เขื่อนไม่เหมือนโครงสร้างทางวิศวกรรมอย่างอื่นที่จะมีโอกาสวิบัติเมื่อใช้งานไปนานแล้วแต่เขื่อนมีโอกาสวิบัติสูงในช่วงแรกๆของอายุการใช้งาน ดังนั้นจึงมีการใส่น้ำให้เต็มเพื่อทดสอบในช่วงห้าปีแรก

ในส่วนการบริหาจัดการเขื่อนที่ดีก็ต้องมีการบำรุงรักษา มีแผนปฎิบัติการฉุกเฉิน  เช่น EAP Emergency Action plan และแผนเตรียมพร้อม EPP Emergency Preparedness Plan มีการซักซ้อมแผนเหล่านั้นครับ

อ้อ สำหรับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในไทยที่มีอยู่หลายพันเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนจัดการกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมครับ ซึ่งควรจัดเตรียมขึ้นมา ดีกว่ามาอธิบายทีหลังว่าเขื่อนแตกหรือไม่แตกครับ

เครื่องตรวจจับควัน (Smoke detector) อีกหนึ่งอุปกรณ์ความปลอดภัย ที่ควรมีไว้ประจำบ้าน


อุปกรณ์ความปลอดภัยอีกอย่างที่ทุกบ้านควรมีไว้ ก็คือ เครื่องตรวจจับควัน หรือ Smoke Detector ครับ ที่จริงแล้วอุปกรณ์เตือนภัย ที่ส่งสัญญาณเวลามีไฟไหม้นั้น มีหลายประเภท แต่ เครื่องตรวจจับควัน เป็นอุปกรณ์ ที่เหมาะที่จะใช้ในบ้าน และที่พักอาศัยมากที่สุด  เนื่องจากเชื้อเพลิงที่อยู่ในบ้านเรือนนั้น เป็นเชื้อเพลิงประเภท เสื้อผ้า อาหาร และอื่นๆ ที่จะเกิดควันหลังจากเกิดอัคคีภัย    และเมื่อเกิดควันขึ้น เครื่องตรวจจับควันก็จะสามารถส่งสัญญาณเตือน ให้ผู้อยู่อาศัยในบ้าน รู้ตัวและหนี หรือดับไฟได้ทัน

เครื่องตรวจจับควันที่ใช้กันภายในบ้านนั้น เป็นประเภทที่ไม่ต้องเดินสายไฟ เพราะทำงานได้โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ และสามารถติดตั้งได้สะดวก ติดตั้งเองก็ได้ ส่วนราคาก็ไม่กี่ร้อยบาทครับ  ส่วนวิธีเลือกซื้อ ก็เนื่องจาก ประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานการผลิตสำหรับเครื่องตรวจจับควัน เราก็สามารถเลือกซื้อได้โดยเลือกเครื่องตรวจจับควันที่ ได้มาตรฐาน Underwriters Laboratories Inc. (UL) เป็นมาตรฐานระดับสากลที่ทำมาตรฐานด้านความปลอดภัยมากว่า 100 ปี แล้วครับ

ตำแหน่งที่ติดตั้ง ก็ควรติดตั้งในตำแหน่งที่เมื่อเครื่องตรวจจับควัน ส่งสัญญาณเตือนแล้ว ผู้อยู่อาศัยภายในบ้านจะได้ยิน  เช่นติดตั้งตรงโถงบันได หน้าห้องนอน   หรือติดตั้งที่โถงชั้นล่าง โดยทั่วไปก็ควรจะมีอุปกรณ์นี้อยู่ชั้นละหนึ่งตัว

เครื่องตรวจจับควัน


การบำรุงรักษา

หลักการทำงานของเครื่องตรวจจับควันที่ใช้กันอยู่ส่วนใหญ่ในตอนนี้คือใช้หลักการ photo electric คือใช้แสงเป็นตัวตรวจวัดควัน  ดังนั้นเมื่อใช้เครื่องตรวจจับควันไปนานๆ ต้องมีการทำความสะอาด เพราะฝุ่นอาจเข้าไปเกาะ ทำให้เครื่องทำงานผิดพลาดได้ครับ  รวมถึงเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วย โดยทั่วไปแบตเตอรี่มีอายุใช้งานได้เป็นปี  นอกจากนั้น เครื่องตรวจจับควัน จะมีปุ่มทดสอบด้วยว่า เครื่องยังทำงานปกติอยู่หรือเปล่า  เราก็ควรทดสอบดูเป็นระยะๆ


เครื่องตรวจจับควัน


อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นอุปกรณ์ที่มีราคาไม่แพง แต่มีประโยชน์มากมาย และทุกบ้านควรติดตั้งไว้ครับ

การเลือกใช้ ชนิดของถังดับเพลิงให้เหมาะกับ ชีวิต และทรัพย์สิน ที่อยากจะปกป้อง


โจรปล้นบ้านสิบครั้ง ไม่เท่ากับไฟไหม้ครั้งเดียว สำนวนนี้มีความหมายชัดเจนอยู่แล้ว ไฟไหม้นั้นนอกจากจะทำลายทรัพย์สินไปแล้ว ยังสามารถทำลายชีวิตของผู้อาศัยในบ้านได้อีกด้วย  ดังนั้นความรู้เรื่องการปกป้องตัวเองจากอัคคีภัย จึงเป็นความรู้เบื้องต้นที่ ประชาชนทุกคนควรเรียนรู้ไว้เพื่อปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของตนเองครับ

สำหรับความรู้เกี่ยวรู้เกี่ยวกับอัคคีภัยนั้น อันที่จริงถ้าจะอธิบายกันอย่างละเอียด ก็ต้องเริ่มจากความสำนึกถึงความสำคัญของภัยจากอัคคีภัย เพื่อจะนำไปสู่การเตรียมตัวรับภัยนั้นด้วยการทำแผนรับมือ และจากแผนรับมือนั้น ก็จะนำไปสู่เรื่องของการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ ครับ

บทความนี้ก็จะพยายามอธิบายถึงเครื่องดับเพลิงชนิดต่างๆ พอสังเขปครับ  เพื่อที่ท่านผู้อ่านพอที่จะทราบถึง การเลือกซื้อถังดับเพลิง ที่ถูกต้อง กับสถานที่ ที่มันจะถูกนำไปวางหรือแขวนอยู่ครับ

ในการจะเกิดไฟไหม้ขึ้นได้นั้น ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสามอย่าง ก็คือ  อากาศ ( ก๊าซออกซิเจน)  เชื้อเพลิง  และ  ความร้อนครับ ดังนั้นหลักในการจะดับไฟได้ ก็ต้องกำจัด องค์ประกอบของไฟออกไป ซึ่ง การใช้ถังดับเพลิงก็จะลดองค์ประกอบเหล่านี้ คือลดอากาศ และบางชนิดก็ลดความร้อนด้วย

ซึ่งถังดับเพลิงในบ้านเราที่ใช้กันอยู่นั้น ก็มีหลายประเภท  แต่ละประเภทก็มีสารที่ใช้ดับเพลิงต่างๆกันไป จึงเหมาะกับพื้นที่ต่างๆ และชนิดของเพลิงที่ต่างๆ กันครับ โดยมาตรฐานสากลกำหนด ไว้เป็นห้าประเภท คือ เพลิงชนิด  A B C D และ K

เพลิงประเภท A ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิง ทั่วๆ ไป  เช่นการไหม้ของขยะ ไม้ หญ้งแห้ง เป็นต้น

เพลิงประเภท B ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ ของเหลว และก๊าซที่ติดไฟทุกชนิด เช่นการไหม้ ของน้ำมัน ทินเนอร์ ยางมะตอย ก๊าซติดไฟ เป็นต้น

เพลิงประเภท C ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ วัสดุด้านไฟฟ้า เช่น สายไฟ ปลั๊ก เป็นต้น

เพลิงประเภท D ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ สารเคมี หรือ โลหะบางชนิดที่ติดไฟได้  เช่น แอมโมเนียมไนเตรต แมกนีเซียม ซึ่งสารเคมี หรือโลหะ เหล่านี้บางประเภทสามารถทำปฎิกิริยากับ น้ำ หรือสารเคมี ถึงขั้นระเบิดได้ จึงต้องใช้สารเฉพาะในการดับเพลิงประเภทนี้

เพลิงประเภท K  ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ น้ำมันที่ติดไฟยาก เช่นน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร

ซึ่งที่ข้างถังดับเพลิง ก็จะมีตัวอักษร อยู่ข้างถังแสดงถึงชนิดของ เชื้อเพลิงที่ถังดับเพลิงนั้นๆ สามารถดับได้ ไว้ครับ

ประเภทของเพลิง
แต่ยังก่อน ก่อนจะไปพูดถุึงชนิดของถังดับเพลิงชนิดต่างๆ ยังมีอีกเรื่องที่ควรทราบ ได้แก่ ตัวเลขแสดง fire rating ที่ อยู่ข้างถังด้วยครับ  ซึ่งถ้าเป็นเครื่องดับเพลิงในบ้านเรือนก็ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องใช้ fire rating ประมาณไหน แต่ ถ้าเป็นของที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานที่ที่เสี่ยงอัคคีภัยร้ายแรง ก็จะมีการกำหนด fire rating ที่มีค่าสูงเอาไว้ครับ  ทั้งนี้ หมายถึงความสามารถในการดับไฟของสารเคมี ที่บรรจุอยู่ในถังดับเพลิงนั้น ว่ามีประสิทธิภาพสูงแค่ไหนนั่นเอง ซึ่งตัวเลขที่มากกว่าของค่า fire rating นั้นก็หมายถึงประสิทธิภาพ และราคาที่สูงกว่า เช่นกันครับ

ถึงเรื่องของ ประเภทของถังดับเพลิงกันเสียที จริงๆ แล้วที่ต่างกัน ก็คือสารที่อยู่ภายในถังนั่นเองครับ ว่าใช้สารประเภทไหน  ถังดับเพลิงที่เราควรรู้จัก ก็มีดังนี้คือ

ประเภทแรกเลย เป็นประเภทที่ใช้กันทั่วไปที่สุดตอนนี้ คือประเภทผงเคมีแห้ง ( Dry Chemical)  ซึ่งสารเคมีนี้ สามารถดับเพลิงประเภทได้ทั้ง ประเภท A B และ C  ข้อดีคือใช้ได้ทั่วๆไป ราคาถูก ส่วนข้อเสียคือ ถ้าใช้แล้วสารจะฟุ้งกระจาย ทำให้พื้นที่บริเวณนั้น สกปรก  ข้อควรทราบคือ ถังดับเพลิงนี้ฉีดได้แค่ครั้งเดียว เมื่อฉีดแล้วจะเก็บไว้ฉีดต่อไม่ได้อีก ต้องนำส่งบรรจุสารใหม่

ประเภทที่สอง คือ ประเภทคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวถังอาจมีสีแดงๆ เหมือนกับถังประเภทแรก แต่จุดสังเกตุจากรูปลักษณ์ภายนอกของมันคือที่หัวฉีด จะเป็นปลายกระบอกใหญ่ๆ  เมื่อฉีดออกมา จะเป็นก๊าซที่เย็นจัด คล้ายน้ำแข็งแห้ง ทำให้ลดความร้อนได้ ข้อดีคือฉีดออกมาแล้วไม่ทิ้งคราบสกปรก เหมาะกับการดับเพลิงประเภท B และ C

ประเภทที่สาม คือ ประเภทสูตรน้ำ Water Chemical  ใช้น้ำยาดับเพลิงที่เรียกว่า ABFFC  สามารถใช้ดับเพลิงได้ทุกประเภท ตั้งแต่ A B C D และ K จึงเหมาะกับการซื้อไว้ตั้งวางในครัว เพราะราคาสูงกว่า แบบผงเคมีแห้ง และสามารถดับเพลิงที่เกิดจากน้ำมันได้ ด้วย

ประเภทที่สี่ คือ ประเภทน้ำสะสมแรงดัน  เรียกว่า Water gas หรือ Water pressure ประเภทนี้ใช้ดับเพลิง แบบ Class A ได้ดี เหมาะกับวางไว้ในห้องที่มีเชื้อเพลิงประเภทกระดาษ โรงงานเสื้อผ้า  เป็นต้น

ประเภทที่ห้า คือ ประเภทของเหลวระเหย หรือเรียกว่า สาร Halotron สามารถดับเพลิงประเภท A B C  ข้อดีคือฉีดแล้วไม่ทิ้งคราบสกปรก  แต่มีราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับใช้รักษาทรัพย์สินในห้อง clean room หรือ ห้อง server หรือห้องอะไรที่มีทรัพย์สินราคาสูง ติดตั้งอยู่ เนื่องจากเมื่อฉีดไปแล้ว ทรัพย์สินไม่ถูกทำลายไปด้วย

ประเภทที่หก คือ ประเภทโฟม สามารถดับเพลิงประเภท A กับ B  เมื่อฉีดมามีคุณสมบัติพิเศษ เกิดเป็นฟิมล์ ทำให้เชื้อเพลิงไม่ลุกติดขึ้นมาอีก จึงเหมาะมากในการใช้ดับเพลิงประเภท B  และเหมาะใช้นำไปวางในห้องที่มีการเก็บเชื้อเพลิงประเภท ทินเนอร์  น้ำมัน ยางมะตอย เป็นต้น


ถังดับเพลิงที่ใช้ทั่วไป


และเมื่อมีอุปกรณ์แล้ว ก็ต้องฝึกซ้อมแผน ฝึกใช้อุปกรณ์ และหมั่นตรวจตราอุปกรณ์ว่ายังใช้ได้อยู่หรือไม่ด้วยครับ

เลือกใช้ถังดับเพลิง ให้เหมาะกับทรัพย์สินที่มันปกป้องด้วยนะครับ  ถ้าเลือกใช้ผิด ถึงดับเพลิงได้ ทรัพย์สินก็ยังเสียหายอยู่ดี แล้วจะมีประโยชน์อันใดครับ

ตัวอย่างสลากบนถังดับเพลิง


ความปลอดภัย ของไฟฟ้าภายในบ้าน ตอนที่ 1


เชื่อหรือไม่ครับ ว่า ปัญหาไฟไหม้ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้นมักเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร คือผมก็คิดว่าทุกท่านคงเชื่อกันอยู่แล้วละ เพราะเห็นว่าเกิดเพลิงไหม้ทีไร ก็สันนิฐานว่าเป็นไฟฟ้าลัดวงจรกันไว้ก่อนทุกที  แต่ว่าที่เรียกกันว่าไฟฟ้าลัดวงจรนั้น มันเกิดจากอะไร ตรงไหนละครับที่ลัดวงจร  ไฟฟ้าลัดวงจรนั้น เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นสายไฟที่เก่า ฉนวนชำรุด เกิดการลัดวงจร  หรือการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกินกว่าที่สายไฟฟ้าจะรับได้ จนเกิดความร้อนสะสมฉนวนหุ้มสายไฟชำรุด เกิดการลัดวงจรทำให้เกิดลุกไหม้ขึ้นมา

จริงๆแล้ว ปัญหาของไฟไหม้บ้านพักอาศัยนั้น สามารถลดลงไปได้อย่างมาก ด้วยการเรียนรู้เรื่องการใช้ปลั๊กไฟ หมายถึง เต้าเสียบ และเต้ารับ ของปลั๊กไฟ และรวมถึงความรู้เรื่องการใช้สายพ่วง ด้วยครับ

เริ่มจากความรู้เรื่องเต้ารับ เต้าเสียบกันก่อนครับ  สำหรับท่านที่เคยเดินทางไปต่างประเทศ หรือได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มาจากต่างประเทศ คงพอจะทราบแล้ว ว่าเต้าเสียบ เต้ารับนั้น มีรุปแบบที่ต่างๆกัน ไปตามแต่ละประเทศ  และก็อาจจะทราบอีกด้วยว่า แรงดันไฟฟ้าที่ใช้อยู่นั้นก็ต่างกันไปในแต่ละประเทศ เราจึงต้องใช้  "หัวแปลงปลั๊กไฟ (Universal Adapter)" มาใช้เพื่อที่ให้เต้ารับ กับเต้าเสียบนั้นเสียบเข้ากันได้  รวมถึงถ้าแรงดันไฟฟ้าไม่เท่ากัน ก็จะต้องมี หม้อแปลงไฟเพื่อเพิ่มหรือลดแรงดันไฟฟ้าให้สามารถใช้งานได้ และเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่เสียหาย

ซึ่งหัวเสียบของปลั๊กที่ใช้กันในโลกนี้ ก็มีขากลม ขาแบน  ขาสี่เหลี่ยม ส่วนจะเป็นสองขา สามขา หรือเรียงกันยังไง ก็แล้ว แต่ประเทศนั้นจะใช้   ทีนี้เนื่องจากประเทศไทยของเรามีการนำของประเทศอื่น เข้ามาใช้หลายประเทศ ก็เลยมีหัวเสียบที่เป็นทั้งหัวกลมและหัวแบน  ปลั๊กของบ้านเราก็เลยเป็นหัวแบบ universal คือ สามารถเสียบได้ทั้งกลมและทั้งแบนครับ

ประเภทของเต้ารับ และเต้าเสียบ


ถ้าเป็นปลั๊กในบ้านเรานั้น ก็จะมีแบบที่เป็นทั้งสองขา และก็สามขา  ถ้าเป็นปลั๊กสองขา คือยังไงก็จะไม่มีสายดิน  ส่วนที่เป็นสามขา ก็อาจมีหรือไม่มีสายดินครับ  แล้วสายดินเอาไว้ทำอะไร  คำตอบก็คือ ปกติกระแสไฟฟ้าจะวิ่งอยู่ใน โลกของไฟฟ้าเท่านั้น คือไม่วิ่งออกมาข้างนอก  แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ไฟฟ้าหลุดออกมาจากโลกของไฟฟ้าคือ เกิดที่เราเรียกว่าไฟรั่ว น่ะครับ  ไฟฟ้าถ้ารั่วออกมาข้างนอก ก็จะพยายามหาทางกลับสู่โลกของไฟฟ้า โดยผ่านทางตัวนำสักตัวหนึ่ง ซึ่งตัวนำนั้น ก็อาจเป็นการผ่านทางร่างกายของคนที่อยู่บริเวณนั้นนั่นเองครับ  ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็จะมีอันตรายถึงชีวิต  เราสามารถป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นได้โดยการ ติดตั้งสายดินเข้าในระบบไฟฟ้าของบ้านของเราครับ   เมื่อเราติดตั้งสายดิน  หากเกิดไฟฟ้ารั่ว กระแสไฟฟ้าก็จะไหลผ่านสายดินเข้าสู่ตู้เมนสวิตซ์ ที่บ้านของเรา และตัว ตัดไฟ (Breaker) ก็จะทำการตัดไฟฟ้าในบ้านของเราได้ทันท่วงทีครับ

จะรู้ได้อย่างไร ว่า บ้านของเรามีสายดินอยู่หรือไม่  สังเกตง่ายๆ ครับ

ข้อแรก คือถ้า เต้ารับที่ปลั๊กไฟของบ้านเรามีแค่สองรู ก็รู้ได้เลยว่า ไม่มีสายดินแน่นอนครับ  ปลั๊กที่จะมีสายดินต้องมีสามรู

ข้อสอง ถ้ามีสามรูแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่ามีสายดินหรือเปล่า ให้ไปซื้อ อุปกรณ์ตรวจสอบมาได้เลยครับ เรียกว่าเครื่องตรวจสอบขั้วเต้ารับชนิดมีสายดิน (Easy Check Outlet) ของการไฟฟ้า เขามีขาย อันละไม่กี่ร้อยบาท ลองเสียบดูที่เต้าเสียบของเรา ก็จะรู้ได้ว่า มีสายดินหรือไม่มีครับ


Easy check outlet

ถ้าไม่มีสายดิน ก็จะได้เรียกวิศวกรไฟฟ้ามาช่วยดู มาออกแบบแก้ไขต่อไป เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินนะครับ

ไฟฟ้าเบื้องต้นสำหรับบ้านที่อยู่อาศัย ตอนที่ 4: เครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ควรมีไว้ติดบ้าน


เครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ควรมีไว้ติดบ้าน
ภายในบ้านของเรามีอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ มากมายหลายชนิด ตั้งแต่ที่มีความจำเป็นมาก ๆ ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ  ซึ่งนับวันก็ดูจะยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้เราลองมาดูกันดีกว่า ว่าภายในบ้านของเรานั้น หากเกิดปัญหาทางด้านไฟฟ้าเราจะต้องมีอุปกรณ์อะไรไว้ติดบ้านบ้าง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันที อุปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรมีติดบ้านไว้ ดังนี้
 
ไขควงวัดไฟ

บันไดเลื่อนใช้อย่างไรให้ปลอดภัย


ถ้าพูดถึงการขนถ่ายคนในอาคาร เพื่อความสะดวกสะบายของคนในอาคารแล้วละก็ การขนส่งคนโดยลิฟท์โดยสาร คงเป็นสิ่งที่คิดถึงเป็นอย่างแรกๆ เพราะการเดินทางในแนวดิ่งนั้น ต้องใช้พลังงานมาก หากยิ่งเป็นอาคารสูงหลายๆชั้นด้วยแล้ว เรียกว่าแทบจะขาดไม่ได้กันเลยทีเดียว  วันไหนที่ลิฟท์เสียคงไม่อยากไปทำงานกันเลยก็เป็นได้  แต่การใช้ลิฟท์แม้ว่าจะมีความสะดวกสบาย แต่ก็ใช้พลังงานมาก โดยเฉพาะการใช้ขึ้นลงแค่ชั้นใกล้ๆ กัน   เช่นขึ้นแค่ชั้นเดียว  และนอกจากนั้นการใช้ลิฟท์โดยสารนั้น ไม่สามารถใช้ได้ทันทีที่ต้องการ  ต้องกดลิฟท์และรอให้ลิฟท์เคลื่อนที่มาถึงชั้นของเราก่อนจึงจะใช้งานได้  และในหลายสถานที่  ก็ไม่สามารถติดตั้อง ลิฟท์ได้เหมือนกัน

ถ้าเป็นการขนถ่ายคนในแนวราบ หรือการขึ้นลงในระยะสั้นๆ เช่นชั้นเดียวนั้น  อปุกรณ์ที่เราจะนึกถึงเป็นอย่างแรก ก็คงเป็นบันไดเลื่อน  ส่วนถ้าเป็นการขนส่งคนทางแนวราบ แบบระยะทางไกลๆ  เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและสะดวกสบายนั้น  เราก็คงนึกถึงทางเลื่อน  ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว  การทำงานของบันไดเลื่อน และทางเลื่อนนั้น มีการทำงานที่เหมือนๆ กัน  และมีองค์ประกอบเหมือนๆกัน

กล่าวคือ

หนึ่ง  ส่วนของ Landing Platform  หรือจะเรียกว่า Machine room หรือห้องเครื่อง ซึ่งจะอยู่ด้านปลายทั้งสองด้านของบันไดเลื่อน ในส่วนนี้จะประกอบด้วยเฟือง ที่ขับสายพานให้หมุนไป  และก็จะมีมอเตอร์ที่ทำให้เฟืองเคลื่อนที่ ซึ่งมอเตอร์จะอยู่ทางด้านบนของบันไดเลื่อน  โดยที่ส่วนของมอเตอร์ และเฟืองนั้นจะอยู่ใต้แผ่นเหล็ก ที่รับน้ำหนักได้มาก เช่น อาจมากถึง 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และก็แผ่นเหล็กนี้วางพาดอยู่บนโครงสร้างอีกที คล้ายๆกับฝาปิดท่อระบายน้ำ

สอง  ส่วนของ Truss  หรือโครงสร้างของบันไดเลื่อน  โครงสร้างนี้จะเป็นตัวรับน้ำหนักของ ขั้นบันได และตัวบันไดเลื่อน และก็รวมถึงน้ำหนักของผู้โดยสารที่ใช้บันไดเลื่อน

สาม  ส่วนของ รางเลื่อน ชุดโซ่ และขั้นบันได  ส่วนนี้จะเป็นเหมือนขั้นบันได เวลามันอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนที่ ผู้สัญจรก็สามารถเดินบนขั้นบันไดเหล่านี้ ได้   แต่ต่างจากขั้นบนไดปกติ ตรงที่จะมีฟันในแต่ละขั้น ที่จะทำให้ขั้นเหล่านี้เคลื่อนอยู่ในทางของมัน

สี่  ส่วนของ ที่จับ  (Hand rail)  เอาไว้เพื่อความสะดวก ของผู้โดยสาร  โดยส่วนที่จับ จะเคลื่อนไปพร้อมๆ กับส่วนของบันได เนื่องจาก ทุกชิ้นส่วน อยู่บนชุดขับเคลื่อนเดียวกัน
ส่วนประกอบของบันไดเลื่อน



สำหรับบันไดเลื่อนในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่ เกือบทั้งหมดถูกดูแล เป็นอย่างดี มีการบำรุงรักษาอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะส่วน sensor อัตโนมัติที่จะทำงานให้บันไดเลื่อนหยุดทำงานเอง

โดยปกตินอกจากปุ่มฉุกเฉินที่ไว้กด สำหรับให้บันไดเลื่อนหยุดทำงาน ในกรณีที่มีเหตุแล้ว ในชุดอุปกรณ์บันไดเลื่อนเอง ก็ยังมี sensor ที่จะทำงานอัตโนมัติ เพื่อให้บันไดเลื่อนหยุด  เช่นกรณีที่ขั้นบันไดมีการสะดุด  sensor ก็จะทำงานให้บันไดเลื่อนหยุดอัตโนมัติ  หรือกรณีมีการกระแทก  หรือกรณีที่มีคนกดปุ่มฉุกเฉินเป็นต้น  บันไดเลื่อนก็จะต้องหยุด   ซึ่งในการตรวจสอบบันไดเลื่อนนั้น ผู้ตรวจสอบต้องทำการตรวจ sensor ฉุกเฉินเหล่านี้  และควรฝึกให้พนักงานที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ กับบันไดเลื่อนนั้นฝึกการใช้ ปุ่มฉุกเฉิน ว่ากดอย่างไร

สำหรับอุบัติเหตุที่เกิดกับบันไดเลือนที่พบบ่อย ก็ได้แก่

1. อุบัติเหตุจากผู้ใช้ จากการประมาท ไม่จับราวบันไดเลือน การปล่อยให้เด็กใช้โดยลำพัง  การวิ่งเล่นบนบันไดเลื่อน เป็นต้น

2. อุบัติเหตุจากผู้ใช้  กรณีบันใดเลื่อนอยู่ชิดกันมาก ผู้ใช้ยื่นร่างกายออกนอกบันไดเลื่อน  ดังเกิดอุบัติเหตุบันไดเลื่อนหนีบศรีษะเด็ก ที่ห้างแห่งหนึ่ง  แต่ทั้งนี้มาตรฐานการติดตั้งบันไดเลื่อนบอกไว้ว่าการติดตั้งบันไดเลื่อนห้ามชิดกันเกิน ห้าสิบเซนติเมตร ถ้าชิดกันมากกว่านั้น ต้องมีการป้องกัน และเตือน หรือมีแนวป้องกัน

สำหรับ ผู้ใช้บันไดเลื่อน ทั่วๆไป มีวิธีการสังเกตุง่ายๆ ว่าบันไดเลื่อนของท่าน ได้รับการบำรุงรักษาดีหรือไม่  ให้สังเกตุตรงซี่และหวีบันได  ว่าทุกซี่ต้องไม่แตกหัก  เพราะสองส่วนนี้เป็นส่วนที่สังเกตุเห็น และตรวจพบได้ง่าย  หากมีการดูแลรักษาอย่างดี ก็จะไม่มีลักษณะดังกล่าว

สุดท้ายนี้ขอให้ท่านผู้ใช้บันไดเลื่อนมั่นใจว่า บันไดเลื่อนในประเทศไทยนั้น  ส่วนใหญ่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดี และโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจากตัวบันไดเลื่อนเองนั้น เป็นไปได้ยาก  อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นบ่อยครั้ง เกิดจากความประมาทของผู้ใช้บันไดเลื่อนเอง

Series รอยร้าว : ตอนที่ 4 ลักษณะของรอยร้าวของโครงสร้าง ที่เกิดจากฐานรากทรุดตัว


ดังที่ทราบในตอนก่อนๆแล้ว ว่า รอยร้าวของโครงสร้าง  อาจเกิดได้จาก ความเสื่อมโทรมของวัสดุเอง  หรือเกิด จากการที่โครงสร้างรับน้ำหนักมากเกินไป  ในตอนนี้ เราจะพูดถึง รอยร้าวของโครงสร้าง ที่เกิดขึ้น จากการที่โครงสร้างรับน้ำหนักมากเกินไป กว่าที่ออกแบบไว้ เช่นกัน  แต่เป็นการับน้ำหนักมากเกินไปจากการเคลื่อนตัวของโครงสร้างเอง โดยเกิดจากฐานรากที่ทรุดตัว ทำให้รอยร้าวที่เกิดจากสาเหตุนี้ มี รูปแบบ เฉพาะ

โดยทั่วไปโครงสร้าง ไม่ว่าจะวางอยู่บนฐานรากชนิดใด จะต้องมีการทรุดตัวเสมอ จากการใช้งาน ด้วยน้ำหนักตัวโครงสร้างเอง แต่การทรุดตัวนั้นจะต้องเกิดในปริมาณที่ไม่มากนัก 
การทรุดตัวที่ทำให้ฐานรากร้าว มักมีสองแบบคือ

       ฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากัน 
การที่ฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากัน จะเกิดรอยแตกที่โครงสร้างด้านบน เป็นรอยเฉียงที่ผนัง บางครั้งที่ไม่เกิดที่ผนัง ก็อาจไปเกิดรอยร้าวบริเวณขอบเสา ซึ่งรอยร้าวด้านบน จะอ้ามากกว่ารอยร้าวด้านล่าง

รอยแตกร้าวในผนังในรูปแสดงว่าฐานรากขวามือทรุดตัว
ส่วนการแตกร้าวที่คาน ในกรณีที่แตกร้าวจากฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากัน จะเกิดคานแตกร้าวในแนวดิ่ง แตกที่ปลายคานทั้งสองข้าง  ด้านที่ฐานรากทรุดตัวมากกว่า จะเกิดรอยร้าวจากล่างขึ้นบน ส่วนคานด้านที่ฐานรากเกิดการทรุดตัวน้อยกว่า จะเกิดรอยร้าวจากด้านบนลงด้านล่าง

รอยแตกร้าวที่คาน แสดงให้เห็นฐานรากด้านซ้ายและด้านขวาทรุดตัว
ส่วนรอยแตกที่พื้น จะเห็นเป็นรอยยาว ขนานกับคาน และเกิดขึ้นเพียงด้านเดียว ของพื้น ที่อยู่ด้านตรงข้ามกับ เข็มที่มีการทรุดตัว
รอยแตกของพื้นขนานขอบคาน เกิดจากฐานรากที่อยู่ตรงขัามกับรอยแตกเกิดการทรุดตัว
การแตกร้าวที่เสา จะเห็นจากการโก่งงอ และแตกเป็นปล้องๆ โดยด้านที่แตก จะเป็นด้านที่ตรงข้ามกับฐานรากด้านที่มีการทรุดตัวมาก
เมื่อฐานรากตรงตำแหน่งลูกศรทรุดตัวจะดึงรั้งให้เสาหมายเลข 1,2 โก่งงอและแตกร้าว
       การทรุดเอียงของฐานราก อาจเกิดจากเข็มอยู่เยื้องศูนย์กับตำแหน่งของเสาอาคาร โดยอาคารที่เกิดการทรุดเอียงนี้ จะไม่ค่อยพบรอยแตกร้าวที่โครงสร้างด้านบน นอกจากรอยแตกร้าวบริเวณคานคอดิน

ตัวอย่างอาคารขวามือเกิดการทรุดเอียงของฐานราก
(ขอบคุณภาพจาก http://www.patrolnews.net )


Series รอยร้าว : ตอนที่ 3 ลักษณะของรอยร้าวที่เกิดจาก โครงสร้างรับน้ำหนักบรรทุก เกินกำลัง


รอยร้าวแบบนี้เกิดจากโครงสร้างที่ออกแบบไว้เล็กเกินไปกว่าการใช้งาน หรือเกิดการใช้งานผิดประเภท จากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่การใช้งาน โครงสร้างแอ่นตัวมากไป จนเกิดรอยร้าว

ตัวอย่างรอยร้าวที่เกิดจากการรับน้ำหนักมากเกินไป ในคาน ในพื้น ในเสา

       รอยแตกร้าวของคานที่รับน้ำหนักมากเกินไป จะเกิดตรงช่วงกลางคาน เป็นแนวดิ่งโดยรอยแตกอันตรงกลางคานมักจะกว้างและใหญ่กว่า รอยแตกตรงด้านข้าง และถ้ารอยแตกลุกลามออกด้านข้าง แสดงว่าคานแอ่นมากขึ้นเรื่อยๆ
รอยร้าวตรงช่วงกลางคาน

       รอยแตก ถ้าเกิด ที่ปลายคาน ช่วงคานที่ใกล้กับเสา รอยแตกนี้จะเกิดจากด้านบน แล้วร้าวลงด้านล่างของคาน ซึ่งอาจจะเห็นได้ทั้งแนวดิ่งและเฉียง  และโดยทั่วไป ถ้าเกิดขึ้นที่คานด้านหนึ่งแล้ว มักจะเกิดขึ้นที่คานอีกด้านหนึ่งด้วยในลักษณะเดียวกัน                                                                          
รอยแตกตรงปลายคานใกล้กับเสา
                    
       รอยร้าวที่พื้น เมื่อมองจากท้องพื้น พื้นที่เสริมเหล็กสองทาง แล้วรับน้ำหนักมากเกินไป จนแอ่นตัวจะมีรอยร้าวเป็นลักษณะเฉียงที่ท้องพื้น และรอยร้าวจะลามจากกึ่งกลางของพื้น เข้าหามุมทั้งสี่มุม   
รอยร้าวที่พื้นรับน้ำหนักมากจนแอ่นตัว(ขอบคุณภาพจาก http://www.technologymedia.co.th )

       ส่วนพื้นที่ เสริมเหล็กทางเดียว แล้วรับน้ำหนักมากเกินไป จะเกิดการแอ่นตัวและรอยแตก ไปในทิศทางที่ตั้งฉาก กับเหล็กเสริม


       รอยร้าวที่พื้น เมื่อมองจากบนพื้น จะเห็นเป็นรอยร้าวเป็นทางยาวตามขอบคานทั้งสี่ด้าน และที่มุมเสา  (แต่ถ้ารอยร้าวเป็นทางยาวแค่ด้านเดียว อาจไม่ได้เกิดจากการแอ่นตัวของพื้น)
รอยร้าวเป็นทางยาวตามขอบคานทั้ง4ด้าน และมุมเสา
                                          
       รอยร้าวที่เสา  สำหรับเสาที่รับน้ำหนักมากเกินไป จนเกิดการโก่งเดาะ คอนกรีตช่วงกลางเสาจะระเบิดออก และเหล็กเสริมหักงอ  ซึ่งการที่เสาหักงอนั้น อาจเกิดจากการที่เสามีความยาวชลูดมากเกินไป ส่วนถ้าระเบิดออกตรงกลาง อาจเกิดจากการที่รับน้ำหนักมากเกินไป หรือคอนกรีตเทไม่ต่อเนื่อง
รอยร้าวช่วงกลางเสา รับน้ำหนักมากไปจนโก่งเดาะ

       รอยร้าวที่ผนัง มักเกิดจากการที่ คานแอ่นตัวลงมาทับ  และรอยร้าวจะเกิด เป็นรอยร้าวตรงๆแนวดิ่ง เพราะปกติผนังไม่ได้รับแรงจากด้านบน
รอยร้าวที่ผนังเกิดจากคานแอ่นตัวลงมาทับ


ที่มาจาก อาจารย์ ธเนศ  วีระศิริ

Series รอยร้าว ตอนที่ 2: ลักษณะของรอยร้าวที่เกิดจาก วัสดุ เสื่อมสภาพ


รอยร้าวที่เกิดจากวัสดุเสื่อมสภาพ
รอยร้าวที่เกิดจากวัสดุเสื่อมสภาพ เกิดจากการเสื่อมสภาพของวัสดุ โดย มากมักจะเกิดจากเหล็กเสริม เป็นสนิมจากการใช้งาน เพราะโครงสร้างนั้น สัมผัสกับความชื้นในอากาศ หรือ สัมผัสกับน้ำโดยตรงเช่น พื้นของชั้นหลังคา  หรือ  โครงสร้างของคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่สัมผัสกับสารเคมี หรือไอของน้ำทะเล
รอยร้าวแบบนี้ มักเกิดที่ผิวของคอนกรีต แต่ไม่ลึกถึงแกนกลาง ของโครงสร้าง และพอจำแนกได้ เป็นสองแบบตามความลึก


หนึ่ง คือรอยร้าวที่เกิดเฉพาะที่ผิวของคอนกรีต
เกิดเป็นรอยร้าวแตกลายงา จากการยืดหดตัวของคอนกรีต หรือเกิดเป็นรอยร้าวแตกลายงา รูปดาว หรือรูปใยแมงมุม รอยร้าวอาจเกิดเป็นบริเวณกว้างหรือ เป็นหย่อมๆ ก็ได้ โดยทั่วไปรอยร้าวแบบนี้มักไม่เกิดจนถึงแกนในของคอนกรีต ยกเว้นกรณี โดนสารเคมีกัดเซาะนาน จนกระทั่งคอนกรีตยุ่ย และร้าว ถึงด้านใน 
การที่บ่มคอนกรีตไม่ดี น้ำระเหยออกจากปูนเร็ว ก็ทำให้ปูนใหม่ๆ แตกลายงาได้เหมือนกัน
รูปคอนกรีตแตกลายงา

 สอง รอยร้าวลึกจนถึงเหล็กเสริม 
เกิดจากเหล็กเป็นสนิม  อาจเพราะมีคอนกรีตที่หุ้มเหล็กอยู่น้อยเกินไป หรือ อยู่ในพื้นที่ใกล้น้ำทะเล  หรือจากภาวะแห้งและเปียกสลับกัน บริเวณคอนกรีตที่สัมผัสน้ำขึ้นน้ำลง หรือมีน้ำไหลมาโดนโครงสร้างนั้นตลอด แบบมีท่อน้ำอยู่ด้านบนโครงสร้างนั้น
รอยร้าวนี้ มักพบที่มุมเสา ถ้าเห็นรอยร้าวเป็นแนวตรง ยาวขนาน กับเสา ก็มักเป็นระยะแรกของรอยร้าวประเภทนี้

รูปรอยแตกบนเสา
รอยแตกจากเหล็กเสริม ชั้นดาดฟ้าเป็นสนิม  เพราะน้ำระบายไม่ทัน มักเห็นรอยแตกเป็นแนวยาว ตามทิศทางของเหล็กเสริม  บางทีเหล็กเสริมเป็นสนิมมาก จนคอนกรีตหลุดร่อน จนเห็นเหล็กที่เป็นสนิมก็มี
 
รอยแตกที่ชั้นหลังคา
ตอนต่อไป จะอธิบายถึงรอย แตกที่เกิดจาก การรับน้ำหนักเกิน ของโครงสร้าง


ข้อมูลจาก อาจารย์ ธเนศ วีระศิริ

Series รอยร้าว: ตอนที่ 1 รอยร้าวของโครงสร้างคอนกรีต เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?





รอยร้าวของโครงสร้างคอนกรีตเกิดจากสาเหตุหลัก สาม สาเหตุ ได้แก่

หนึ่ง รอยร้าวที่เกิดจากวัสดุเสื่อมสภาพ วัสดุอาจเสื่อมสภาพจากการใช้งาน วัสดุที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่นมีความชื้น หรือสารเคมี อุณหภูมิ วัสดุจะเสื่อมสภาพได้  โดยทั่วไปจะพบเหล็กเป็นสนิม และบางครั้งเป็นสนิมจนทำให้คอนกรีตที่หุ้มอยู่ร้าว จนกระเทาะออกมา

กั้นแยกพื้นที่ (Compartmentation) ของอาคารเพื่อลดความเสียหายในการเกิดไฟไหม้ โดย คุณสุเมธ เกียรติเมธา ตอนที่ 2


    ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ในเรื่องการป้องกันอัคคีภัยหรือการป้องกันไฟและควันลาม โดยเฉพาะใน "เชิงรับ" (Passive fire protection) จะพูดถึง “ควัน” เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาคารทุกๆ อาคาร รวมถึงผู้ใช้อาคารเช่นกัน

    เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตนั้นแท้จริงแล้ว การสูญเสียโดยเฉพาะชีวิตของผู้ที่ใช้อาคารที่เกิดเพลิงไหม้นั้นมาจาก “ควัน” เสียเป็นส่วนใหญ่  เนื่องจากเวลาเกิดเหตุเพลิงไหม้นั้น การลามของไฟ และควันต่างกันคือ ไฟจะลามไปตามวัสดุหรือเชื้อเพลิงที่สามารถติดไฟได้โดยใช้องค์ประกอบ 3 ส่วน คือ
   1. เชื้อเพลิง
   2. พลังงานความร้อน (ตัวเริ่มปฏิกิริยา)
   3. ออกซิเจน (ปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ 15% จะไม่สามารถจุดติดไฟได้ แต่ถ้าปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ 26% อัตราการเผาไหม้จะเพิ่มเป็น 2 เท่าของสภาพปกติ, ออกซิเจน 21%) คือควันสามารถลามไปได้ทุกที่โดยใช้ช่องว่างหรือช่องเปิดของอาคาร เช่น ช่องวางใต้บานประตู ท่อปรับอาคกาศ ช่องวางรอยต่อผนังใต้ท้อง พื้น คาน ช่องเปิดเพื่อให้ท่อน้ำดื่มน้ำใช้ที่เจาะผ่านพื้นแต่ละชั้น ทางเดินภายในอาคาร เป็นต้น

กั้นแยกพื้นที่ (Compartmentation) ของอาคารเพื่อลดความเสียหายในการเกิดไฟไหม้ โดย คุณสุเมธ เกียรติเมธา ตอนที่ 1


สวัสดีค่ะ ช่วงนี้ข่าวคราวไฟไหม้เกิดขึ้นบ่อยมาก อาจเนื่องมาจากสภาพอากาศที่แห้ง และมีลมพัดแรงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเพลิงไหม้ โดยเฉพาะหากเกิดกับตึกแถวหรือบ้านไม้ จะสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง และการเกิดความเสียหายต่อการเกิดเพลิงไหม้เราควรกั้นแยกส่วนพื้นที่เพื่อจำกัดพื้นที่และควบคุมไม่ให้เปลวไฟและควันจากจุดต้นเพลิงขยายตัวออกไปในพื้นที่ข้างเคียง


เหตุการณ์ชิ้นส่วนปิดผนังห้างเซ็นทรัลขอนแก่นหล่นจากชั้น 5 ตกใส่ลูกค้า



 


       เหตุการณ์ชิ้นส่วนตกแต่งภายนอกอาคารของห้างเซนทรัล ขอนแก่น ที่ตกลงมาโดนผู้ใช้บริการที่อยู่ในที่จอดรถด้านล่าง เสียชีวิต และบาดเจ็บ วัตถุประสงค์ของส่วนประกอบของอาคาร มักมีไว้เพื่อความสวยงาม เป็นวัสดุตกแต่งอาคาร เพื่อความสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ของอาคาร

อุบัติเหตุรถตกจากลานจอดรถ ห้างเดอะมอลล์บางกะปิ


       
        จากกรณีที่มีรถยนต์พุ่งตกลงมาจากลานจอดรถ ห้างเดอะมอลล์บางกะปิทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายนั้น ทำให้หลายๆ คนอาจจะสงสัยกำแพงลานจอดรถเปราะบางเกินไป? ถึงทำให้รถพุ่งตกลงไปได้ หรือมันควรจะมีมาตรฐานอะไรรึเปล่า