หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไฟไหม้ แสดงบทความทั้งหมด

การเลือกใช้ ชนิดของถังดับเพลิงให้เหมาะกับ ชีวิต และทรัพย์สิน ที่อยากจะปกป้อง


โจรปล้นบ้านสิบครั้ง ไม่เท่ากับไฟไหม้ครั้งเดียว สำนวนนี้มีความหมายชัดเจนอยู่แล้ว ไฟไหม้นั้นนอกจากจะทำลายทรัพย์สินไปแล้ว ยังสามารถทำลายชีวิตของผู้อาศัยในบ้านได้อีกด้วย  ดังนั้นความรู้เรื่องการปกป้องตัวเองจากอัคคีภัย จึงเป็นความรู้เบื้องต้นที่ ประชาชนทุกคนควรเรียนรู้ไว้เพื่อปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของตนเองครับ

สำหรับความรู้เกี่ยวรู้เกี่ยวกับอัคคีภัยนั้น อันที่จริงถ้าจะอธิบายกันอย่างละเอียด ก็ต้องเริ่มจากความสำนึกถึงความสำคัญของภัยจากอัคคีภัย เพื่อจะนำไปสู่การเตรียมตัวรับภัยนั้นด้วยการทำแผนรับมือ และจากแผนรับมือนั้น ก็จะนำไปสู่เรื่องของการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ ครับ

บทความนี้ก็จะพยายามอธิบายถึงเครื่องดับเพลิงชนิดต่างๆ พอสังเขปครับ  เพื่อที่ท่านผู้อ่านพอที่จะทราบถึง การเลือกซื้อถังดับเพลิง ที่ถูกต้อง กับสถานที่ ที่มันจะถูกนำไปวางหรือแขวนอยู่ครับ

ในการจะเกิดไฟไหม้ขึ้นได้นั้น ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสามอย่าง ก็คือ  อากาศ ( ก๊าซออกซิเจน)  เชื้อเพลิง  และ  ความร้อนครับ ดังนั้นหลักในการจะดับไฟได้ ก็ต้องกำจัด องค์ประกอบของไฟออกไป ซึ่ง การใช้ถังดับเพลิงก็จะลดองค์ประกอบเหล่านี้ คือลดอากาศ และบางชนิดก็ลดความร้อนด้วย

ซึ่งถังดับเพลิงในบ้านเราที่ใช้กันอยู่นั้น ก็มีหลายประเภท  แต่ละประเภทก็มีสารที่ใช้ดับเพลิงต่างๆกันไป จึงเหมาะกับพื้นที่ต่างๆ และชนิดของเพลิงที่ต่างๆ กันครับ โดยมาตรฐานสากลกำหนด ไว้เป็นห้าประเภท คือ เพลิงชนิด  A B C D และ K

เพลิงประเภท A ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิง ทั่วๆ ไป  เช่นการไหม้ของขยะ ไม้ หญ้งแห้ง เป็นต้น

เพลิงประเภท B ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ ของเหลว และก๊าซที่ติดไฟทุกชนิด เช่นการไหม้ ของน้ำมัน ทินเนอร์ ยางมะตอย ก๊าซติดไฟ เป็นต้น

เพลิงประเภท C ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ วัสดุด้านไฟฟ้า เช่น สายไฟ ปลั๊ก เป็นต้น

เพลิงประเภท D ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ สารเคมี หรือ โลหะบางชนิดที่ติดไฟได้  เช่น แอมโมเนียมไนเตรต แมกนีเซียม ซึ่งสารเคมี หรือโลหะ เหล่านี้บางประเภทสามารถทำปฎิกิริยากับ น้ำ หรือสารเคมี ถึงขั้นระเบิดได้ จึงต้องใช้สารเฉพาะในการดับเพลิงประเภทนี้

เพลิงประเภท K  ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ น้ำมันที่ติดไฟยาก เช่นน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร

ซึ่งที่ข้างถังดับเพลิง ก็จะมีตัวอักษร อยู่ข้างถังแสดงถึงชนิดของ เชื้อเพลิงที่ถังดับเพลิงนั้นๆ สามารถดับได้ ไว้ครับ

ประเภทของเพลิง
แต่ยังก่อน ก่อนจะไปพูดถุึงชนิดของถังดับเพลิงชนิดต่างๆ ยังมีอีกเรื่องที่ควรทราบ ได้แก่ ตัวเลขแสดง fire rating ที่ อยู่ข้างถังด้วยครับ  ซึ่งถ้าเป็นเครื่องดับเพลิงในบ้านเรือนก็ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องใช้ fire rating ประมาณไหน แต่ ถ้าเป็นของที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานที่ที่เสี่ยงอัคคีภัยร้ายแรง ก็จะมีการกำหนด fire rating ที่มีค่าสูงเอาไว้ครับ  ทั้งนี้ หมายถึงความสามารถในการดับไฟของสารเคมี ที่บรรจุอยู่ในถังดับเพลิงนั้น ว่ามีประสิทธิภาพสูงแค่ไหนนั่นเอง ซึ่งตัวเลขที่มากกว่าของค่า fire rating นั้นก็หมายถึงประสิทธิภาพ และราคาที่สูงกว่า เช่นกันครับ

ถึงเรื่องของ ประเภทของถังดับเพลิงกันเสียที จริงๆ แล้วที่ต่างกัน ก็คือสารที่อยู่ภายในถังนั่นเองครับ ว่าใช้สารประเภทไหน  ถังดับเพลิงที่เราควรรู้จัก ก็มีดังนี้คือ

ประเภทแรกเลย เป็นประเภทที่ใช้กันทั่วไปที่สุดตอนนี้ คือประเภทผงเคมีแห้ง ( Dry Chemical)  ซึ่งสารเคมีนี้ สามารถดับเพลิงประเภทได้ทั้ง ประเภท A B และ C  ข้อดีคือใช้ได้ทั่วๆไป ราคาถูก ส่วนข้อเสียคือ ถ้าใช้แล้วสารจะฟุ้งกระจาย ทำให้พื้นที่บริเวณนั้น สกปรก  ข้อควรทราบคือ ถังดับเพลิงนี้ฉีดได้แค่ครั้งเดียว เมื่อฉีดแล้วจะเก็บไว้ฉีดต่อไม่ได้อีก ต้องนำส่งบรรจุสารใหม่

ประเภทที่สอง คือ ประเภทคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวถังอาจมีสีแดงๆ เหมือนกับถังประเภทแรก แต่จุดสังเกตุจากรูปลักษณ์ภายนอกของมันคือที่หัวฉีด จะเป็นปลายกระบอกใหญ่ๆ  เมื่อฉีดออกมา จะเป็นก๊าซที่เย็นจัด คล้ายน้ำแข็งแห้ง ทำให้ลดความร้อนได้ ข้อดีคือฉีดออกมาแล้วไม่ทิ้งคราบสกปรก เหมาะกับการดับเพลิงประเภท B และ C

ประเภทที่สาม คือ ประเภทสูตรน้ำ Water Chemical  ใช้น้ำยาดับเพลิงที่เรียกว่า ABFFC  สามารถใช้ดับเพลิงได้ทุกประเภท ตั้งแต่ A B C D และ K จึงเหมาะกับการซื้อไว้ตั้งวางในครัว เพราะราคาสูงกว่า แบบผงเคมีแห้ง และสามารถดับเพลิงที่เกิดจากน้ำมันได้ ด้วย

ประเภทที่สี่ คือ ประเภทน้ำสะสมแรงดัน  เรียกว่า Water gas หรือ Water pressure ประเภทนี้ใช้ดับเพลิง แบบ Class A ได้ดี เหมาะกับวางไว้ในห้องที่มีเชื้อเพลิงประเภทกระดาษ โรงงานเสื้อผ้า  เป็นต้น

ประเภทที่ห้า คือ ประเภทของเหลวระเหย หรือเรียกว่า สาร Halotron สามารถดับเพลิงประเภท A B C  ข้อดีคือฉีดแล้วไม่ทิ้งคราบสกปรก  แต่มีราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับใช้รักษาทรัพย์สินในห้อง clean room หรือ ห้อง server หรือห้องอะไรที่มีทรัพย์สินราคาสูง ติดตั้งอยู่ เนื่องจากเมื่อฉีดไปแล้ว ทรัพย์สินไม่ถูกทำลายไปด้วย

ประเภทที่หก คือ ประเภทโฟม สามารถดับเพลิงประเภท A กับ B  เมื่อฉีดมามีคุณสมบัติพิเศษ เกิดเป็นฟิมล์ ทำให้เชื้อเพลิงไม่ลุกติดขึ้นมาอีก จึงเหมาะมากในการใช้ดับเพลิงประเภท B  และเหมาะใช้นำไปวางในห้องที่มีการเก็บเชื้อเพลิงประเภท ทินเนอร์  น้ำมัน ยางมะตอย เป็นต้น


ถังดับเพลิงที่ใช้ทั่วไป


และเมื่อมีอุปกรณ์แล้ว ก็ต้องฝึกซ้อมแผน ฝึกใช้อุปกรณ์ และหมั่นตรวจตราอุปกรณ์ว่ายังใช้ได้อยู่หรือไม่ด้วยครับ

เลือกใช้ถังดับเพลิง ให้เหมาะกับทรัพย์สินที่มันปกป้องด้วยนะครับ  ถ้าเลือกใช้ผิด ถึงดับเพลิงได้ ทรัพย์สินก็ยังเสียหายอยู่ดี แล้วจะมีประโยชน์อันใดครับ

ตัวอย่างสลากบนถังดับเพลิง


ไฟฟ้าลัดวงจร เกิดจากสาเหตุอะไร





ไฟฟ้าลัดวงจรคืออะไร

ในบ้านเราเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้สิ่งแรกที่มักจะถูกสันนิษฐานว่าเป็นสาเหตุของการเกิดไฟไหม้นั่นก็คือ ไฟฟ้าลัดวงจร”   โดยสาเหตุไฟฟ้าลัดวงจรนี่เหมือนจะเป็นสาเหตุหลักที่ใช้นำมาอ้างเป็นสาเหตุต้นๆ ของเหตุไฟไหม้กันเลยทีเดียว

เพราะไฟไหม้ที่เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวมากนักสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรนั้นเกิดได้อยู่หลายสาเหตุ เช่น เมื่อสายไฟถูกใช้ไปนานๆทำให้สายไฟเสื่อมสภาพ ปลอกสายไฟชำรุดเราก็จะเห็นสายนำไฟข้างใน เมื่อสายไฟมาสัมผัสกันก็จะเกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรืออีกสาเหตุนึงอาจเกิดจากการเลือกใช้สายไฟไม่เหมาะกับปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้  หรือมีการใช้ไฟฟ้า มากเกินไปกว่าที่ออกแบบเอาไว้ เช่นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานของอาคารบ้านเรือน มาเป็นโรงงานหรืออาคาพาณิชย์  หรือการใช้ปลั๊กหลายๆ หัวมาต่อเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมกันไว้ที่จุดเดียวมากเกินไป เป็นต้น

          
              
การเลือกสายให้เหมาะสมเลือกยังไง

สายไฟที่เราใช้ต่อกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆนั้น จะใช้สายประมาณ
1.5 sq.mm., 2.5 sq.mm. หรือ 4 sq.mm. ตามที่พักอาศัยทั่วไปจะใช้อยู่ 3 ขนาดนี้ซะเป็นส่วนใหญ่ โดยสายไฟแต่ละขนาดก็จะมีกำหนดไว้ว่าสายไฟขนาดนี้รับกระแสไฟฟ้าได้เท่าไหร่   ถ้าเรานำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อแล้วมันเกินกว่าที่สายจะรับได้ คุณภาพของสายไฟก็จะเสื่อมเร็วโอกาสเกิดไฟฟ้าลัดวงจรก็สูงขึ้น ซึ่งการที่จะดูว่าอุปการณ์ไฟฟ้านั้นๆใช้ไฟเท่าไหร่ก็ให้ดูที่จำนวน วัตต์อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น พัดลม ทีวี ตู้เย็น จะมีกำหนดไว้อยู่แล้วว่ากินไฟกี่วัตต์ 



หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์


นอกจากการเลือกสายไฟให้เหมาะกับปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้แล้ว ควรหมั่นตรวจสอบสายไฟฟ้าที่อยู่ทั้งภายในบ้าน และนอกบ้านเมื่อสายไฟเกิดชำรุดควรรีบเปลี่ยนสายไฟ จริงๆแล้วการเปลี่ยนสายไฟควรเปลี่ยนทุกๆ 20-25 ปี   เพราะสายไฟฟ้าที่มีอายุการใช้งานเยอะ ย่อมมีโอกาสเสื่อมสภาพ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ 

การเปลี่ยนสายนั้น ถ้าเป็นบ้านสมัยก่อนเราจะใช้สายที่เรียกว่าสาย VAF ซึ่งเป็นสายฉนวนสีขาว (ฉนวนหุ้ม 2 ชั้น) แล้วใช้วิธีตีกิ๊บ ถ้าจะเปลี่ยนสายไฟต้องทำการดึงกิ๊บพวกนั้นออกมาก่อนแล้วจึงเปลี่ยนใหม่โดยจะตีกิ๊บเข้าใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนสายพวกนี้ มักทำได้ไม่ยากนัก

การเดินสายอีกแบบหนึ่งจะใช้วิธีซ่อนท่อก็ได้ซึ่งจะเป็นวิธีเดียวกับบ้านสมัยใหม่ใช้กัน  โดยใช้ท่อเดินซ่อนในกำแพงแล้วทำการเดินสายไฟไว้ในท่อ ในอนาคตถ้าต้องการจะเปลี่ยนสายไฟใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ดึงสายไฟออกจากท่อแล้วเปลี่ยนใหม่ได้เลย

กั้นแยกพื้นที่ (Compartmentation) ของอาคารเพื่อลดความเสียหายในการเกิดไฟไหม้ โดย คุณสุเมธ เกียรติเมธา ตอนที่ 1


สวัสดีค่ะ ช่วงนี้ข่าวคราวไฟไหม้เกิดขึ้นบ่อยมาก อาจเนื่องมาจากสภาพอากาศที่แห้ง และมีลมพัดแรงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเพลิงไหม้ โดยเฉพาะหากเกิดกับตึกแถวหรือบ้านไม้ จะสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง และการเกิดความเสียหายต่อการเกิดเพลิงไหม้เราควรกั้นแยกส่วนพื้นที่เพื่อจำกัดพื้นที่และควบคุมไม่ให้เปลวไฟและควันจากจุดต้นเพลิงขยายตัวออกไปในพื้นที่ข้างเคียง