หน้าเว็บ

กำจัดปลวก .... วายร้ายทำลายบ้าน


ปลวก อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ว่าบ้านจะสร้างด้วยไม้หรือปูน ปลวกสามารถเข้าไปได้ในตัวอาคารได้ทั้งนั้น โดยเข้ามา ตามรอยต่อของอาคาร รอยแตกร้าวของผนัง ก่ออิฐ ฉาบปูน รอยร้าวของไม้ แทรกตัวเข้าไปในเสาโรงรถ ที่พอกเอาไว้ด้วยอิฐก่อ ฉาบปูน เข้าไปในกล่องซ่อนท่อโดยอาศัยเป็นเส้นทางเดินสอดแทรกตัวมาตามบัวเชิงผนัง หรืออาศัยสายไฟเป็นทางเดิน เป็นต้น


การป้องกันปลวกในอาคารระหว่างก่อสร้าง จะต้องกำจัดปลวกที่ต้นตอ โดยทำก่อนจะปิดพื้นชั้นล่าง ด้วยการอัดน้ำยาตาม แนวคานด้านใน ใช้หัวฉีดน้ำยาอัดน้ำยาลงใต้ดิน ให้ห่างจากแนวคานด้านใน 6" ถึง 8" ระยะห่าง กัน 18" ตลอดแนวคานด้าน ในทุกด้าน ฉีดเคลือบน้ำยาที่ภายในทั้งหมดแบบปูพรมทุกตารางนิ้ว เพื่อให้น้ำยาซึมลงไปประสานกับน้ำยาซึ่งได้อัดไว้แล้วใน ระดับใต้คาน และอัดน้ำยาตามแนวคานด้านนอก ห่างกัน 18" ตลอดแนวคานด้านนอก


นอกจากวิธีฉีดน้ำยาลงในดินแล้ว ยังมีการกำจัดปลวกแบบระบบวางท่อ ซึ่งจะมีการวางท่อโดยรอบ เป็นท่อพีวีซีหรือท่อ พีอีสีดำ วางในแนวคานคอดินทั้งหมด เจาะรูตรงท่อ เพื่อติดตั้งตัวสปริงเกอร์ แต่ละตัวห่างกันประมาณ 50-80 ซม. โดยรอบแนว คานคอดินภายในอาคารทั้งหมด แล้วใช้เครื่องอัดน้ำยาเคมีผ่านท่อ PIPE เป็นละอองฝอยด้วยแรงอัด 25-30 ปอนด์ ซึ่งวิธีนี้ จะมี ประโยชน์คือไม่ต้องเจาะพื้น เมื่อต้องการกำจัดปลวกภายหลัง

โดยส่วนใหญ่ บริษัทกำจัดปลวก จะมีการรับประกัน 3 ปี และแต่ละปี จะเข้ามาตรวจสอบ ประมาณ 3 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน แล้วแต่กรณี

Cr.เกร็ดความรู้เรื่องบ้าน โดย คุณสมจิตร เปี่ยมเปรมสุข ประธาน คณะอนุกรรมการคลินิกช่าง

เชื้อราบนผนัง จากสาเหตุของอุณหภูมิที่แตกต่างกัน


เรื่องเชื้อราบนผนัง หรือปัญหาคราบน้ำหยดที่ผนัง ปัญหากวนใจคนรักบ้าน อาจเกิดได้จากสาเหตุของความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของห้องที่อยู่ติดกัน ซึ่งถ้าด้านหนึ่งเป็นห้องเย็น ห้อง server ที่ต้องมีอุณหภูมิต่ำอยู่เสมอ  จะทำให้ผนังอีกด้านหนึ่งของห้องที่มีอุณหภูมิสูงกว่า เกิดหยดน้ำ ทำให้ผนังเสีย หรืออาจทำให้เกิดเชื้อราได้ คล้ายๆ กับเวลาที่ขับรถยนต์แล้วเกิดฝ้าบนกระจกนั่นเองครับ

วิธีการแก้ไข คือ การทำผนังเสริมโฟม เนื่องจากโฟมเป็นวัสุดที่เป็นฉนวน ทำให้ลดความต่างของอุณหภูมิที่มาถึงผิวของผนังได้ และจะไม่เกิดปัญหาคราบน้ำที่กำแพงและเชื้อราก็จะไม่เกิดครับ


ปัญหาเชื้อราบนผนังจากความต่างของอุณหภูมิห้อง

เสริมส่งดาวดีตามปีนักษัตริย์ (ภาคต่อ)


คราวที่แล้วเราได้พูดถึงการเสริมดวงตามปีนักษัตริย์ 4 ปีแรก ชวด ฉลู ขาล เถาะ กันไปแล้ว วันนนี้เราจะมาต่อกันกับ 8 ปีนักษัตริย์ที่เหลือกันค่ะ



























ปีมะโรง
ถูก 3 พลังดาวร้ายโคจรเข้ามา ทำให้เกิดอุปสรรค ปัญหาวุ่นวายผลประโยชน์ถูกเบียดบัง การเงินระส่ำระสาย เสียหาย รั่วไหล ในระบบการลงทุน ต้องทุ่มเทกายและใจจนเหนื่อยยากกว่าจะได้มา แต่ยังมีพลังมิตรส่งเสริมเกื้อหนุน ด้วยอิทธิพลของพระแสดาวเพศมงคล ช่วยผ่อนคลายพลังดาวร้ายให้อ่อนแรง ส่งผลให้กิจการงานราบรื่นเจริญรุ่งเรือง จากแรงหนุนส่งของผู้อุปถัมป์ค้ำชู อีกทั้งยังมีโชคลาภเข้ามาตลอดทั้งปี
ควรสักการะบูชา: องค์พระโพธิสัตว์กวนอิม ด้วยการนำตนพร้อมเครื่องบรรณาการเซ่นสรวงกราบไหว้ที่ศาลสถิต เป็นการฝากดวงชะตา เพื่อขอบารมีกับพระองค์ท่านให้ได้รับรู้และเมตตาให้ผ่อนคลายสิ่งไม่ดีจากหนักให้เป็นเบา ควรแขวนสร้อยคอเจ้าแม่กวนอิม

ที่ประทับรัชกาลที่ 9 ตอนที่ 2


 


“บ้านของพ่อ” กว้างขวางถึง 395 ไร่ แต่ไม่เหมือนสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ประเทศใดในโลก

ใช่แล้วค่ะ วันนี้จะชวนคุยถึงพระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน สถานที่ประทับถาวรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเสด็จนิวัติพระนครถาวรเมื่อปลายปี 2494

ก่อนหน้านี้ มีความตั้งใจแรงกล้าที่จะต้องไปต่อคิวเพื่อถวายสักการะพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง วางแผนเริ่มต้นเข้าคิวตั้งแต่ตี 3 เนื่องจากเข้าใจว่าถ้าไปตอนดึกดื่นเช้ามืดจะสามารถใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง ปรากฏว่า ใช้เวลาจริงๆ มากกว่า 9 ชั่วโมง เนื่องจากพสกนิกรใจตรงกันมีจำนวนมาก คิวก็เลยยาวกว่าปกติทั้งๆ ที่เป็นวันธรรมดา

ยิ่งได้มาอ่านมาค้นคว้าเกี่ยวกับราชสกุลมหิดล ยิ่งซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ทรงมีพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2470 ณ โรงพยาบาลเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา (ตอนหลังโรงพยาบาลเปลี่ยนชื่อเป็นเมาท์ออเบิร์น)

มารู้จัก กับถนนไทยให้มากขึ้น


เมื่อไม่นานมานี้ ผมขับรถตอนเช้าที่ถนนใกล้ๆ กับที่ผมพักอยู่ครับตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตีห้า ความมืดก็ยังปกคลุมกรุงเทพมหานครในยามเช้า  เวลานั้นรถยนต์ไม่ค่อยมีมาก เนื่องจากเป็นตอนเช้าวันอาทิตย์ และผมก็ขับรถไปอย่างช้าๆ ที่เลนตรงกลาง ของถนน ซึ่งถนนนั้นมีสามเลน สามเลนกว้างๆ และเป็นถนนคอนกรีตเลยครับ   ขณะที่ผมกำลังขับๆ อยู่นั้น สักพัก ผมก็สังเกตุเห็นว่าที่พื้นถนนข้างหน้า ในระยะทางที่ใกล้มาก มีหลุมอยู่ครับ ใช่ครับ "ผิวถนนคอนกรีต เลนกลาง มีหลุมอยู่ครับ"  

ปรากฎว่าหลบไม่ทันสิครับ และผมก็ตกหลุมไปเต็มๆ ครับ ผลก็คือ ยางรถยนต์บวม ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ในข้างที่ตกหลุมไปครับ และ ล้อคดนิดหน่อยด้วย  เลยต้องเสียเงินค่าเปลี่ยนยางและซ่อมล้อแม็ก ครับ  นี่ยังดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรครับ  ผมคิดว่า เรื่องราวแบบนี้ ไม่ได้เกิดกับผมคนเดียว คงเกิดกับ ผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไปในประเทศไทยเลยละ

ทำไมถนนในประเทศไทยถึงต้องเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำไมสร้างมาไม่นานถนนก็พัง คำถามนี้คงอยู่ในใจของผู้ใช้ถนนไทย นานมาหลายสิบปี แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นครับ

เมื่อเราพูดถึงถนนแล้ว ถนนเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมอย่างหนี่งครับ โดยทั่วไปโครงสร้างทางวิศวกรรมนั้น เราออกแบบให้มันรับน้ำหนักได้ โดยที่โครงสร้างไม่พังลงมา หรือพังอย่างปลอดภัย  แต่ถ้าเป็นกรณีขอ องค์ประกอบของถนนมีอยู่สองส่วนหลัก คือ ส่วนที่เป็น ส่วนโครงสร้างถนน กับส่วนของผิวถนน

ส่วนของโครงสร้างถนน โดยทั่วไปก็หมายถึง ดินคุณภาพดี ที่มาช่วยรับน้ำหนักที่ถ่ายจากผิวถนน ลงไปยังพื้นดินเดิม โดยที่พื้นดินเดิมไม่พัง

ส่วนของผิวถนน ก็คือส่วนที่ล้อรถยนต์ของเราสัมผัสกับถนนนั่นเองครับ  เป็นส่วนที่เราเห็นกันเป็นประจำ  ผิวถนนมีหน้าที่ช่วยถ่ายน้ำหนักจากล้อรถยนต์ ลงไปบนชั้นดินที่อยู่ใต้มันลงไป  และนอกจากนั้นยังมีหน้าที่ให้ความปลอดภัยกับผู้ใช้ทาง เพราะผิวถนน ต้องมีความฝืด ไม่ลื่นอีกด้วยครับ  เพราะเมื่อรถมีความเร็ว รถต้องสามารถวิ่งทรงตัวอยู่บนถนนได้อย่างปลอดภัย

ส่วนของผิวถนนในประเทศเรานั้นที่เห็นกันก็มีอยู่ สามแบบใหญ่ๆ ก็คือ
หนึ่ง ผิวถนนที่ไม่ได้ มีการทำผิวถนน เลย  บ้านเราเรียก ถนนประเภทนี้ว่า ถนนลูกรัง
สอง  ผิวถนนที่ทำการปูผิวถนนด้วยยางมะตอย หรือ Asphalt ครับ
สาม ผิวถนนที่ทำการปูผิวถนนด้วย คอนกรีต

ทั้งสามประเภทนี้ ผิวถนนประเภท คอนกรีตนั้น เป็นผิวถนนที่มีความคงถนนแข็งแรงมากที่สุด  และทราบไหมครับว่า ในการทำถนนเส้นหนึ่งนั้น ถ้าราคาของการสร้างถนน เป็นสิบบาท ราคาของผิวทางนั้น เป็นประมาณ เก้าบาท ทีเดียวครับ และในการออกแบบถนนครั้งหนึ่ง วิศวกรออกแบบจะออกแบบให้ถนนมีอายุการใช้นาน ได้ยาวนานหลายสิบปี จนกว่าจะต้องมาทำกันใหม่ครับ  เช่น ถ้าเป็นถนนที่มีการปูผิวด้วยยางมะตอยนั้น ก็จะออกแบบให้ใช้งานได้ประมาณ 25-30 ปี ส่วน ถนนที่เป็นผิวคอนกรีต ก็ใช้งานได้ยาว 30-40 ปีทีเดียวครับ

มาพูดถึงว่า ที่เราว่าถนนพังนั้น แบบไหน ทางวิศวกรรมเรียกว่า "พัง"  การพังของถนนนั้น ทางวิศวกรรมแล้ว มีการพังอยู่สองแบบครับ ก็คือ