หน้าเว็บ

อุปกรณ์เซฟตี้ อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม



อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลถือเป็นมาตรฐานการป้องกันอันตรายสุดท้ายที่ผู้ดำเนินการก่อสร้างต้องจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล เพื่อป้องกันอันตรายและเป็นไปตามที่กำหนดในมาตรฐานความปลอดภัยขณะก่อสร้าง หากเกิดเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยขึ้นบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง เจ้าของอาคารและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีสิทธิที่จะสั่งให้งานก่อสร้างหยุดทันที และไม่ยินยอมให้ผู้ปฏิบัติงานก่อสร้างเข้าทำงานจนกว่าจะจัดหา หรือสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลอย่างเพียงพอตามที่กำหนดในมาตรฐานด้านความปลดภัยก่อสร้าง

 
  

ผิวหน้าคอนกรีตเป็นฝุ่น เกิดจากอะไร?


 

 การเกิดฝุ่นที่ผิวหน้าคอนกรีตเป็นการสะสมของวัสดุที่มีลักษณะเป็นผงหรือฝุ่น อยู่ที่บริเวณผิวหน้าของคอนกรีตที่แข็งตัวแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับโครงสร้างคอนกรีตปะเภทพื้น และผิวถนน โดยจะเกิดภายหลังจากการใช้งานหรือถูกขัดสีไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง

 


สาเหตุที่ทำให้ผิวหน้าของคอนกรีตเป็นฝุ่น

ฝุ่นที่ผิวหน้าคอนกรีตมีสาเหตุมาจากการที่ผิวหน้าคอนกรีตมีความอ่อนแอไม่สามารถต้านทานการขัดสีซึ่งเกิดขึ้นโดยปกติ หรืออาจถูกขีดข่วนด้วยวัตถุที่มีความแข็งหรือการกวาดพื้น อนุภาคของส่วนละเอียดไม่มีแรงยึดเหนี่ยวกับเนื้อคอนกรีตทำให้อนุภาคของส่วนละเอียดนี้หลุดร่อนออกมา โดยมีสาเหตุหลักจะเหมือนกับการกร่อนหรือหลุดร่อนของคอนกรีต และตามรายละเอียดต่อไปนี้
      1. ขาดการบ่มที่เพียงพอ โดยผิวหน้าของคอนกรีตถูกปล่อยให้สูญเสียน้ำออกไปอย่างรวดเร็ว โดย
         เฉพาะในสภาวะที่อากาศร้อน ความชื้นในอากาศต่ำและมีลมพัดแรง ทำให้ความแข็งแรงของผิว
         หน้าคอนกรีตลดลง ดังนั้นการบ่มคอนกรีตอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อที่จะได้คอนกรีตที่มี
         คุณภาพและมีผิวหน้าที่ทนทาน
     2. การอัดแน่นหรือการจี้เขย่าที่ไม่ถูกต้องและเพียงพอ
     3. การเทคอนกรีตบนพื้นดิน ที่มีการดูดซับต่ำหรือมีการปูแผ่นพลาสติกหรือใช้น้ำยากันการระเหย
         ของไอน้ำประเภท Polyethylene
     4. การเกิด Carbonation ที่ผิวหน้าเนื่องจากไม่มีอากาศถ่ายเทและมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง

 

 วิธีการลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาผิวหน้าคอนกรีตเป็นฝุ่น

     1.  เลือกใช้คอนกรีตให้เหมาะกับงานประเภทต่างๆ อย่างถูกต้อง โดยต้องคำนึงถึงกำลังอัดและ
          ความสามารถในการต้านทานต่อการขัดสี ซึ่งยิ่งคอนกรีตมีอัตราส่วนของน้ำต่อวัสดุประสานต่ำก็
          จะยิ่งทนการขัดสีได้ดี
     2.  ไม่เติมน้ำเพิ่มลงในคอนกรีตที่หน้างานอีก
     3.  ในการเทคอนกรีตในหน้าหนาว ควรเลือกใช้คอนกรีตที่มีค่ายุบตัวที่ไม่สูงมาก (ไม่ควรเกิน 8
          ซม.) เนื่องจากระยะเวลาการก่อตัวที่นานขึ้น จะทำให้เกิดการเยิ้มที่ผิวหน้าคอนกรีตมากกว่าเดิม
          ดังนั้นจึงไม่ควรใช้คอนกรีตที่มีค่ายุบตัวสูง ตราบที่ระยะเวลาการก่อตัวและการเยิ้มยังอยู่ใน
          เกณฑ์ที่ยอมรับได้โดยที่ส่วนผสมคอนกรีตจะต้องไม่เกิดการเยิ้มที่มากเกินไปหรือเกิดการแยก
          ตัวเมื่อเทคอนกรีต
     4.  ไม่ควรทำการแต่งผิวหน้าในขณะที่ยังมีการเยิ้มที่ผิวหน้าของคอนกรีต เพราะจะเป็นการทำให้น้ำ
          ที่กำลังจะลอยขึ้นมาที่ผิวหน้าถูกกักกลับไปใต้ผิวคอนกรีตอีก ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการดึงฝุ่นและ
          ทรายขึ้นมาอยู่ที่ผิวหน้าอีกด้วย

ที่มา: สภาวิศวกร

ร้อนขนาดนี้ ใช้แอร์ขนาดไหนดี?


การเลือกเครื่องปรับอากาศนั้นต้องมีบีทียูที่เหมาะสม เพราะหากเครื่องปรับอากาศบีทียูต่ำเกินไปจะทำให้ห้องไม่เย็น หากบีทียูสูงเกินไปจะทำให้แอร์ตัดบ่อย ห้องเหม็นอับชื้นได้ แต่บีทียูเท่าไหร่ล่ะที่จะเหมาะกับขนาดห้องของเรา ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า BTU ที่เราพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ นี่มันคืออะไร

BTU (BRITISH THERMAL UNIT) คือ คือหน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อนหน่วยหนึ่ง (ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากในระบบปรับอากาศ) สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นจะวัดกำลังความเย็นหรือความสามารถในการดึงความร้อน (ถ่ายเทความร้อน) ออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียูต่อชั่วโมง ( BTU/H ) ซึ่งเทียบเท่ากับหน่วยวัตต์ในระบบสากล เช่น เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียูต่อชั่วโมง หมายความว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องนั้น มีความสามารถในการดึงความร้อนออกจากห้องปรับอากาศ 12,000 บีทียู ภายในเวลา 1 ชั่วโมง เราควรเลือก BTU ให้เหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะติดตั้ง โดยใช้การเปรียบเทียบการเลือกขนาดของ BTU กับพื้นที่ห้อง ดังนี้

 


ในการเลือกซื้อแอร์นอกจากต้องสังเกตฉลากเบอร์ 5 แล้ว ควรพิจารณาค่า SEER หรือ EER ซึ่งเป็นค่าประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน โดยค่านี้ได้รับการทดสอบการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยิ่งค่าสูงยิ่งหมายถึงประหยัดไฟมาก

ตรวจและติดตามรอยร้าว ทำอย่างไร?


 

 นอกจากการสำรวจเพื่อดูตำแหน่งและลักษณะการแตกร้าวที่เกิดในอาคารแล้ว การตรวจวัดและติดตามความเปลี่ยนแปลงของรอยร้าวก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ทราบว่าโครงสร้างของอาคารยังมีการขยับตัวอยู่หรือไม่ งานแก้ไขอาคารที่มีปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฐานราก หรือโครงสร้างจะอาศัยการตรวจและติดตามสภาพการแตกร้าวนั้นสามารถทำได้เองง่ายๆ ดังนี้

     1. ใช้ปากกาหรือดินสอขีดคล่อมรอยร้าว โดยให้เส้นที่ขีดตั้งฉากกับรอยร้าววัดความยาวของเส้นที่ขีด และจดบันทึกพร้อมลงวันที่ไว้ด้านข้าง การทำเช่นนี้จะทำให้ตรวจวัดได้ในภายหลังว่ารอยแตกร้าวนั้นกว้างขึ้น หรือมีการลื่นไถลจากเดิมหรือไม่ หากเป็นรอยแตกร้าวแนวเฉียงที่ผนังซึ่งเกิดจากฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากัน รอยแตกร้าวที่เกิดเพิ่มขึ้นมักจะมีลักษณะเลื่อนเฉือนตามแนวของรอยแตกเดิม ทำให้เส้นที่ขีดคล่อมรอยร้าวไว้เลื่อนเหลื่อมจากกันไม่อยู่ในแนวเส้นตรงดังเดิม

     2. ใช้ปากกาหรือดินสอขีดกั้นที่ปลายของรอยร้าว พร้อมบันทึกวันที่ที่ทำเครื่องหมายไว้ด้วย หากแตกร้าวเพิ่มขึ้นรอยร้าวจะยาวเกินเส้นที่ขีดคั่นไว้

     3. ใช้แผ่นกระจกสไลด์ซึ่งหนาประมาณ 2 มม. ติดคร่อมรอยร้าวในแนวตั้งฉากกับรอยร้าวโดยติดกาวที่กระจกทั้งสองข้างของรอยร้าว ก่อนติดกระจกควรใช้กระดาษทรายขัดผิวปูนให้เรียบ และสะอาดก่อนเพื่อกระจกจะได้ติดแน่นไม่หลุดล่อนในภายหลัง เมื่อติดกระจกทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งแล้วแตกแสดงว่ามีการขยับตัวแตกร้าวเพิ่มขึ้น

     4.  ใช้แผ่นสเกลตรวจวัด ติดคร่อมรอยร้าวแผ่นตรวจวัดพิเศษที่ว่านี้ประกอบด้วยแผ่นพลาสติกสองแผ่นที่เลื่อนออกจากกันได้ บนแผ่นพลาสติกแต่ละแผ่นมีสเกลวัดระยะความยาวและวัดมุม เมื่อรอยร้าวเพิ่มขึ้นแผ่นพลาสติกจะเลื่อนหลุดจากกัน สามารถวัดความยาวของรอยร้าวที่เพิ่มขึ้นและระยะเลื่อนบิดของรอยแตกได้

*** ข้อสังเกต อย่างไรก็ตาม เท่าที่พบเห็นวิธีใช้กระจกติดทาบเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของรอยร้าวนั้นมักจะไม่ค่อยเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะรอยร้าวเฉียงที่กลางผนังซึ่งเกิดจากการทรุดตัวของฐานรากไม่เคยพบเห็นกระจกแตกเลย ทั้งๆที่กระจกยังติดแน่นกับเนื้อปูนทั้งสองข้างของรอยร้าวและรอยร้าวก็เกิดเพิ่มขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะรอยร้าวที่เกิดเพิ่มขึ้นนั้นเกิดในลักษณะเลื่อนไถลมากกว่าจะแตกกว้างออกจากกันตรงๆ การเลื่อนไถลของรอยร้าวไม่สามารถทำให้กระจกแตกได้ เมื่อกระจกไม่แตกก็เลยคิดว่ารอยร้าวไม่เพิ่มขึ้น วิธีติดกระจกจึงอาจไม่แสดงผลให้ทราบแน่ชัดเสมอไป วิธีที่ให้ผลดีกว่าและทำได้แบบง่ายๆ จึงน่าจะเป็นวิธีขีดเส้นคร่อมรอยร้าวตามที่กล่าวในตอนต้น

ขอบคุณหนังสือ: คู่มือตรวจสอบรอยร้าว สาเหตุและการแก้ไข

รู้จักให้มากขึ้นกับหลังคาเมทัลชีท


 

 ตอนที่แล้วช่างมันส์เราพูดกันถึงเรื่องของโครงสร้าง และรูปแบบหลังคากันไปแล้วว่าหลังคาแบบไหนที่เหมาะกับบ้านเรา นอกจากรูปแบบและโครงสร้างแล้ววัสดุมุงหลังคาก็มีส่วนสำคัญ วัสดุมุงหลังคาในท้องตลาดที่ใช้กันอยู่นั้นก็มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น กระเบื้องดินเผา กระเบื้องคอนกรีต และเมทัลชีท แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าหลังคาเมทัลชีทนั้นคืออะไร ต่างจากหลังคากระเบื้องอย่างไร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับวัสดุประเภทนี้กันดีกว่าค่ะ