หน้าเว็บ

ร้อนขนาดนี้ ใช้แอร์ขนาดไหนดี?


การเลือกเครื่องปรับอากาศนั้นต้องมีบีทียูที่เหมาะสม เพราะหากเครื่องปรับอากาศบีทียูต่ำเกินไปจะทำให้ห้องไม่เย็น หากบีทียูสูงเกินไปจะทำให้แอร์ตัดบ่อย ห้องเหม็นอับชื้นได้ แต่บีทียูเท่าไหร่ล่ะที่จะเหมาะกับขนาดห้องของเรา ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า BTU ที่เราพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ นี่มันคืออะไร

BTU (BRITISH THERMAL UNIT) คือ คือหน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อนหน่วยหนึ่ง (ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากในระบบปรับอากาศ) สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นจะวัดกำลังความเย็นหรือความสามารถในการดึงความร้อน (ถ่ายเทความร้อน) ออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียูต่อชั่วโมง ( BTU/H ) ซึ่งเทียบเท่ากับหน่วยวัตต์ในระบบสากล เช่น เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียูต่อชั่วโมง หมายความว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องนั้น มีความสามารถในการดึงความร้อนออกจากห้องปรับอากาศ 12,000 บีทียู ภายในเวลา 1 ชั่วโมง เราควรเลือก BTU ให้เหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะติดตั้ง โดยใช้การเปรียบเทียบการเลือกขนาดของ BTU กับพื้นที่ห้อง ดังนี้

 


ในการเลือกซื้อแอร์นอกจากต้องสังเกตฉลากเบอร์ 5 แล้ว ควรพิจารณาค่า SEER หรือ EER ซึ่งเป็นค่าประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน โดยค่านี้ได้รับการทดสอบการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยิ่งค่าสูงยิ่งหมายถึงประหยัดไฟมาก

ตรวจและติดตามรอยร้าว ทำอย่างไร?


 

 นอกจากการสำรวจเพื่อดูตำแหน่งและลักษณะการแตกร้าวที่เกิดในอาคารแล้ว การตรวจวัดและติดตามความเปลี่ยนแปลงของรอยร้าวก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ทราบว่าโครงสร้างของอาคารยังมีการขยับตัวอยู่หรือไม่ งานแก้ไขอาคารที่มีปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฐานราก หรือโครงสร้างจะอาศัยการตรวจและติดตามสภาพการแตกร้าวนั้นสามารถทำได้เองง่ายๆ ดังนี้

     1. ใช้ปากกาหรือดินสอขีดคล่อมรอยร้าว โดยให้เส้นที่ขีดตั้งฉากกับรอยร้าววัดความยาวของเส้นที่ขีด และจดบันทึกพร้อมลงวันที่ไว้ด้านข้าง การทำเช่นนี้จะทำให้ตรวจวัดได้ในภายหลังว่ารอยแตกร้าวนั้นกว้างขึ้น หรือมีการลื่นไถลจากเดิมหรือไม่ หากเป็นรอยแตกร้าวแนวเฉียงที่ผนังซึ่งเกิดจากฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากัน รอยแตกร้าวที่เกิดเพิ่มขึ้นมักจะมีลักษณะเลื่อนเฉือนตามแนวของรอยแตกเดิม ทำให้เส้นที่ขีดคล่อมรอยร้าวไว้เลื่อนเหลื่อมจากกันไม่อยู่ในแนวเส้นตรงดังเดิม

     2. ใช้ปากกาหรือดินสอขีดกั้นที่ปลายของรอยร้าว พร้อมบันทึกวันที่ที่ทำเครื่องหมายไว้ด้วย หากแตกร้าวเพิ่มขึ้นรอยร้าวจะยาวเกินเส้นที่ขีดคั่นไว้

     3. ใช้แผ่นกระจกสไลด์ซึ่งหนาประมาณ 2 มม. ติดคร่อมรอยร้าวในแนวตั้งฉากกับรอยร้าวโดยติดกาวที่กระจกทั้งสองข้างของรอยร้าว ก่อนติดกระจกควรใช้กระดาษทรายขัดผิวปูนให้เรียบ และสะอาดก่อนเพื่อกระจกจะได้ติดแน่นไม่หลุดล่อนในภายหลัง เมื่อติดกระจกทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งแล้วแตกแสดงว่ามีการขยับตัวแตกร้าวเพิ่มขึ้น

     4.  ใช้แผ่นสเกลตรวจวัด ติดคร่อมรอยร้าวแผ่นตรวจวัดพิเศษที่ว่านี้ประกอบด้วยแผ่นพลาสติกสองแผ่นที่เลื่อนออกจากกันได้ บนแผ่นพลาสติกแต่ละแผ่นมีสเกลวัดระยะความยาวและวัดมุม เมื่อรอยร้าวเพิ่มขึ้นแผ่นพลาสติกจะเลื่อนหลุดจากกัน สามารถวัดความยาวของรอยร้าวที่เพิ่มขึ้นและระยะเลื่อนบิดของรอยแตกได้

*** ข้อสังเกต อย่างไรก็ตาม เท่าที่พบเห็นวิธีใช้กระจกติดทาบเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของรอยร้าวนั้นมักจะไม่ค่อยเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะรอยร้าวเฉียงที่กลางผนังซึ่งเกิดจากการทรุดตัวของฐานรากไม่เคยพบเห็นกระจกแตกเลย ทั้งๆที่กระจกยังติดแน่นกับเนื้อปูนทั้งสองข้างของรอยร้าวและรอยร้าวก็เกิดเพิ่มขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะรอยร้าวที่เกิดเพิ่มขึ้นนั้นเกิดในลักษณะเลื่อนไถลมากกว่าจะแตกกว้างออกจากกันตรงๆ การเลื่อนไถลของรอยร้าวไม่สามารถทำให้กระจกแตกได้ เมื่อกระจกไม่แตกก็เลยคิดว่ารอยร้าวไม่เพิ่มขึ้น วิธีติดกระจกจึงอาจไม่แสดงผลให้ทราบแน่ชัดเสมอไป วิธีที่ให้ผลดีกว่าและทำได้แบบง่ายๆ จึงน่าจะเป็นวิธีขีดเส้นคร่อมรอยร้าวตามที่กล่าวในตอนต้น

ขอบคุณหนังสือ: คู่มือตรวจสอบรอยร้าว สาเหตุและการแก้ไข

รู้จักให้มากขึ้นกับหลังคาเมทัลชีท


 

 ตอนที่แล้วช่างมันส์เราพูดกันถึงเรื่องของโครงสร้าง และรูปแบบหลังคากันไปแล้วว่าหลังคาแบบไหนที่เหมาะกับบ้านเรา นอกจากรูปแบบและโครงสร้างแล้ววัสดุมุงหลังคาก็มีส่วนสำคัญ วัสดุมุงหลังคาในท้องตลาดที่ใช้กันอยู่นั้นก็มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น กระเบื้องดินเผา กระเบื้องคอนกรีต และเมทัลชีท แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าหลังคาเมทัลชีทนั้นคืออะไร ต่างจากหลังคากระเบื้องอย่างไร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับวัสดุประเภทนี้กันดีกว่าค่ะ

หลังคาบ้านเลือกใช้แบบไหนดี?



 

หลังคาบ้าน เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของบ้านที่จะช่วยให้น่าดูสวยงาม แต่รูปแบบหลังคาบ้านหรือโครงสร้างแบบไหนล่ะที่เหมาะสมกับตัวบ้าน และสภาพอากาศบ้านเราวันนี้เรามาทำความรู้จักให้มากขึ้นกับโครงสร้างและรูปแบบของหลังคาก่อนตัดสินใจกันดีกว่าค่ะ

สายดินคืออะไร แล้วมันจำเป็นไหม?


 


สายดินคืออะไร?
สายดิน เป็นสายที่ถูกออกแบบไว้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าสายไฟเส้นดังกล่าวปลายด้านหนึ่งจะต้องต่อลงดิน ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งจะต่อเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของวัตถุหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการให้มีศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์เท่ากับพื้นดิน

 


แล้วสายดินในปัจจุบันมีกี่ชนิด?
ในปัจจุบัน สายดินโดยทั่วไปจะมีอยู่ 2 ชนิด