หน้าเว็บ

หลอดไฟ LED อีกหนึ่งทางเลือกในการประหยัดพลังงาน


    หลอดไฟที่เราใช้กันในปัจจุบันนั้นส่วนมากจะมีอยู่ 2 ชนิด คือหลอดไส้ทังสเตนหรือหลอดไฟธรรมดา กับ หลอดตะเกียบประหยัดไฟ หรือที่เรียกว่า หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) ซึ่งก็คือหลอดไฟที่เราใช้กันอยู่ตามบ้าน แต่ด้วยปัจจุบันผู้บริโภคสมัยนี้มักจะเลือกหลอดไฟที่ประหยัดพลังงาน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการพัฒนาหลอดไฟรุ่นใหม่เข้ามาใช้เรียกว่า หลอด LED (Light-emitting diode) ซึ่งประหยัดไฟกว่าหลอดไส้ถึง 90% และประหยัดกว่าหลอดตะเกียบถึง 50% และอายุการใช้งานก็นานกว่าหลอดไส้ 10-20 เท่า และหลอดตะเกียบ 3-10 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้เนื่องจากหลอด LED จุดติดที่ความถี่สูงกว่าหลอดไส้และหลอดตะเกียบ จึงให้แสงที่เรียบ สม่ำเสมอ ไม่กระพริบ ทำให้คุณภาพของแสงที่ให้ออกมาดีกว่า แต่ในเรื่องความเพี้นของสี อาจำเป็นต้องพัฒนาอีกจึงจะได้ถึง 90-100% (ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 70-80%)


หลอดไฟแต่ละรูปแบบ
          สำหรับการคำนวณค่าไฟต่อ 1 หน่วย (Unit) จากการใช้หลอด LED มีวิธีคำนวณง่ายๆ ดังนี้
          ไฟ 1 หน่วย = 1,000 (Watt หรือ วัตต์) ต่อ ชั่วโมง
          ยกตัวอย่าง ถ้าหลอดไฟกินไฟ 10 วัตต์ ก็จะสามารถเปิดได้ถึง 100 ชั่วโมง จึงจะกินไฟเพียง 1 หน่วย

          หลอด LED นั้นจะเหมาะสำหรับหลอดไฟที่ต้องเปิด-ปิดบ่อยๆ เช่น ห้องน้ำ, ห้องครัว เพราะหลอดไฟรุ่นเก่าในการเปิดแต่ละครั้งคือการทำลายไส้หลอด จึงส่งผลให้หลอดมีอายุการใช้งานที่สั้นลง แต่จะไม่มีผลกับหลอด LED เนื่องจากหลอด LED ไม่มีไส้หลอด ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากถึง 50,000 ชั่วโมง หรือหลอดที่ต้องเปิดเป็นระยะเวลานานๆ หลายๆ ชั่วโมง เช่นไฟหัวเสา ไฟห้องนั่งเล่น ไฟหลังบ้าน หรือไฟตามสำนักงานต่างๆ  ถ้าเปลี่ยนเป็นหลอด LED ประเภทนี้จะได้ระยะเวลาคืนทุนเร็ว

          สำหรับการเลือกซื้อหลอดไฟ LED ให้ดูที่รายละเอียดของหลอดไฟ เช่น ค่าความสว่าง กำลังไฟฟ้า อายุการใช้งาน และโรงงานผู้ผลิตต้องมีความน่าเชื่อถือ เพราะหลอด Led เป็นหลอดไฟที่ผลิตได้ไม่ยากนัก แต่ถ้าจะออกแบบให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพดี ก็จะต้องมีการออกแบบและผลิตตามมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง เนื่องจากปัญหาที่พบคือหลอด LED นั้นประหยัดไฟจริง แต่อายุการใช้งานไม่ยาวนานตามที่ระบุโฆษณาไว้ จึงต้องพิจารณาในส่วนนี้ด้วยก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ



วิธีดูประสิทธิภาพหลอดไฟ
          แต่นอกจากการดู ค่าความสว่าง กำลังไฟฟ้า และอายุการใช้งานแล้ว สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาคือ ประสิทธิภาพของหลอดไฟ ซึ่งการคำนวณประสิทธิภาพของหลอดไฟ สามารถคำนวณได้โดย นำค่าความสว่างของแสง (มีหน่วยเป็น ลูเมน หรือ lm) หารด้วย ค่าการกินไฟ (มีหน่วยเป็น วัตต์) ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็นค่าลูเมน ต่อ วัตต์ ยิ่งหลอดไฟมีค่า ลูเมนต์/วัตต์ สูงแสดงว่าหลอดไฟนั้นมีประสิทธิภาพ

         สำหรับเรื่องราคาของหลอด LED แม้ว่าจะสูงกว่าหลอดธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ใช้หลอดไฟแบบเดิมซึ่งจะต้องรับภาระค่าไฟที่สูงกว่าหลอด LED หลายเท่าตัว ในระยะยาวจะช่วยให้ประหยัดเงินได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การเปลี่ยนจากหลอดธรรมดามาใช้หลอด LED ยังถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยประหยัดพลังงานเรียกได้ว่าแค่เปลี่ยนมาใช้หลอด LED ก็ช่วยประหยัดพลังงานได้แล้ว

1 ความคิดเห็น:

Baker Axton กล่าวว่า...

Thanks for such a valuable and informative platform I find here. I am regular to read publication of this blog and definitely waiting for more articles.หลอด ไฟ แอ ล อี ดี

โพสต์ความคิดเห็น