หน้าเว็บ

การบริหารโครงการกับงานวิศวกรรมควบคุม


โดยสภาพ หรือสถานะของข้อบังคับฉบับนี้ มีสถานะเป็นกฏหมาย เพราะเป็นข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิศวกรเป็นอำนาจในการออกข้อบังคับนั่นเอง

เนื่องจากมีผลบังคับเป็นกฎหมาย และมีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่จึงต้องประกาศลงในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ไม่เหมือนกับระเบียบปฏิบัติของสภาวิศวกร ซึ่งใช้เฉพาะในองค์กรของตนเท่านั้น พระราชบัญญัติวิศวกรนี้ เป็นกฏหมายที่ใกล้ตัวของวิศวกรมากที่สุด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่วิศวกรที่ยังปฏิบัติงานวิศวกรรมอยู่ควรทราบ และติดตามศึกษาให้ทันสมัยอยู่เสมอ

อีกประการหนึ่งผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ควรศึกษากฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดสาขาวิชาชีพวิศวกรรม และวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม พ.ศ. 2550 เพื่อให้เข้าใจว่างานวิศวกรรมนั้นมี 2 ระดับ คือ ระดับงานวิศวกรรมควบคุม และระดับงานวิศวกรรมไม่ควบคุม ซึ่งงานวิศวกรรมควบคุมนั้น ยังสามารถแจกแจงได้เป็น 3 เรื่อง ได้แก่ งานที่ควบคุมประเภทของงานที่ควบคุม และขนาดของงานที่ควบคุม ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มีรายละเอียดระบุอยู่ในกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำให้เข้าใจชัดเจนกันอีกครั้งว่า งานวิศวกรรมนั้นประกอบด้วย

1. งานให้คำปรึกษา
2. งานวางโครงการ
3. งานออกแบบคำนวณ
4. งานควบคุมการก่อสร้าง หรือการผลิต
5. งานพิจารณาตรวจสอบ และ
6. งานอำนวยการใช้

สรุปว่า ท่านที่ทำงานวิศวกรรมควบคุมและขอเลื่อนระดับต้องทำความเข้าใจ และเขียนผลงานแสดงลักษณะของงาน หรืองานที่ตนปฏบัติให้ถูกต้อง ในช่องตารางผลงานที่ให้กรอก ซึ่งโดยทั่วๆ ไป ยังมีผู้กรอกข้อความผิดอยู่เสมอๆ ครับ





บทความโดย: คุณประสงค์ ธาราไชย อดีตนายก วสท. 

การใช้ถังดับเพลิง


จากตอนที่แล้ว เราเข้าใจกันถึงเรื่อง การเลือกใช้ถังดับเพลิงให้เหมาะสมกับชนิดของพื้นที่ที่มันควรจะไปวางอยู่ไปแล้วครับ ( http://changmuns.blogspot.com/2016/07/blog-post.html)  ตอนนี้เราก็มาพูดกันต่อถึง ขั้นตอนการใช้ถังดับเพลิงที่ถูกต้องครับ

ดังนี้คือ  จำง่ายๆ ว่า ดึง ปลด กด ส่าย ครับ  สี่ขั้นตอน

วิธีฉีด ก็ตามรูปครับ คือ ดึง ปลด กด ส่าย

การดึง เน้นว่า ให้จับที่หัวฉีดไว้ คือดึงหัวฉีดครับ ไม่ใช่ดึง สลัก  เพราะว่า ต้องจับตรงนี้ไว้ก่อน เพื่อ สารเคมีมันออกมา จะได้ ควบคุมได้

การปลด  คือ การปลดสลักนริภัย ที่หัวถังดับเพลิง เพื่อให้ สามารถฉีดสารเคมีได้

การกด ก็คือ การบีบปั้ม นั่นแหละครับ ให้สารเคมีพ่นออกมา

การส่าย ก็คือ การฉีดสารเคมีครับ ให้เข้าใกล้ไฟประมาณ 2-4 เมตร อยู่เหนือลม และฉีดที่ฐานไฟ  ดูว่าเหนือลมทางไหน ก็ดูว่า หัวไฟ หันไปทางไหน เราก็มาตรงข้ามกับหัวไฟครับ ทางนั้นคือ เหนือลม

สำหรับถังดับเพลิงที่มีอยู่แล้ว ถ้าเป็นประเภทใช้สารเคมีแห้งก็ควรตรวจสอบว่ายังใช้งานได้อยู่หรือเปล่า เพราะว่า บางทีมันเก่าเก็บแล้วครับ  โดยให้เอามากลับหัวดู  ถ้ารู้สึกว่า มันไหลๆ เหมือนของไหล แสดงว่าใช้ได้  แต่ถ้ามัน หล่นมา ตุ๊บๆ แบบของแข็ง แสดงว่ามันแข็งแล้ว เริ่มเสื่อมสภาพ

และถังดับเพลิงประเภทสารเคมีแห้ง เมื่อฉีดไปแล้ว ไม่สามารถเก็บไว้ฉีดได้อีกนะครับ ต้องเอาไปให้ที่ร้านเขาบรรจุให้ใหม่ครับ

วิธีใช้ถังดับเพลิง

รอยร้าวในเสา เกิดจากอะไร อันตรายไหม


ข่าวดังที่ส่งต่อกันทาง social network ถึงโครงสร้างของเสาของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ที่ดูจะเป็นอันตรายมากครับ  ทำให้ย้อนมานึกถึงเสาของบ้านเรือนของเราเอง ว่าถ้าเห็นรอยร้าวแบบไหนถึงควรจะต้องระมัดระวังในอันตราย  รอยร้าวในเสา รอยแบบไหน เกิดจากสาเหตุอะไร บทความนี้จะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ที่เกิดกับเสาที่เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กภายในบ้านครับ

เสา มีหน้าที่หลักคือรับแรงในแนวดิ่ง และก็บางทีก็ถูกแรงด้านข้างกระทำด้วยครับ  ดังนั้นรอยร้าวที่พบก็จะมีรอยร้าวที่เกิดจากภายในของตัวเสาเอง  หรือรอยร้าวที่เกิดจากการที่เสานั้นโดนแรงภายนอกมาประทำครับ

โดยทั่วๆ ไปรอยร้าวที่จะเกิดขึ้น มีดังนี้ครับ เรียงจากความอันตรายน้อยสุดไปถึง อันตรายต่อโครงสร้างมากที่สุดครับ

รอยร้าวที่พบในเสา แบบแรก คือรอยร้าว แบบปูนแตกลายงา  รอยร้าวแบบนี้อาจเกิดจากการยืดหดตัวของคอนกรีต ทำให้เกิดรอยแตกร้าวที่ผิว  แต่ปล่อยรอยร้าวไว้ก็ไม่ดี เพราะว่าอากาศและความชื้นจะเข้าภายในได้ ทำให้เหล็กเสริมที่อยู่ภายในเป็นสนิม ดังนั้นควรปิดรอยร้าวครับ  ด้วยวัสดุประเภท Acrylic  หรือ Polyurethane  เพื่อให้รอยที่ปิดมีความยืดหยุ่นพอควร  หรือจะเลือกใช้วัสดุประเภท epoxy ก็ได้ แต่ไม่เหมาะกับรอยร้าวเล็กๆ และถ้าต้องทาสีทับจะทาสีไม่ติด

รอยร้าวที่พบในเสา แบบต่อมา คือรอยร้าว แบบเป็นรอยร้าว ตรงๆ ลงมาที่ขอบของเสา  รอยร้าวแบบนี้ มักพบทั้งหัวเสา และโคนเสา ซึ่งอาจร้าวจนคอนกรีตกระเทาะออกมา เมื่อเอาคอนกรีตออกมาแล้วดูเหล็กเสริมข้างใน ก็จะเห็นว่า เหล็กนั้นเป็นสนิมครับ  รอยร้าวแบบนี้ ต้องแก้ไขโดยขัดสนิมเหล็กออกก่อน แล้วทาเหล็กด้วยวัสดุกันสนิม แล้วจึงปิดรอยแตกด้วย mortar  บางครั้งถ้าเหล็กเสริมเสียหายมาก อาจต้องมีการนำเหล็กเสริมใหม่เข้าไปติดตั้งแทนครับ  หรือถ้าเสียหายมากกว่านั้น อาจเสริมกำลังเสาโดยใช้วัสดุหุ้มที่ด้านนอกเสาอีกที  ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องให้วิศวกร มาช่วยคำนวณดูครับ

รอยร้าวที่พบในเสาแบบที่สาม ก็คือ รอยร้าว ที่แตกตามนอน เกิดด้านเดียว ของเสา รอยร้าวแบบนี้เกิดจากการที่เสาโดนแรงดัด ซึ่งโดยมากเกิดจากการที่ฐานรากของเสาด้านที่อยู่ตรงข้ามกับรอยร้าวนั้น มีการทรุดตัว   ดังนั้นการแก้ไขรอยร้าวแบบนี้แก้ไขที่เสาอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องไปดูฐานรากที่เสาด้านตรงข้ามของมันด้วยว่ามีการทรุดตัวหรือเปล่า  เพราะถ้าไม่แก้ไขการทรุดตัวของฐานราก ก็จะแก้รอยร้าวไม่หายครับ

รอยร้าวที่พบในเสา แบบที่สี่ ก็คือ รอยร้าวที่เกิดขึ้นเฉียงๆ ที่หัวเสา รอยร้าวแบบนี้ พบเห็นได้น้อยสำหรับบ้านเรือน อาจพบได้ในกรณีที่มีแผ่นดินไหวครับ  เพราะรอยแบบนี้เกิดจากแรงทั้งในแนวดิ่งและแรงด้านข้างมากระทำต่อเสาครับ   รอยร้าวแบบนี้อันตรายและไม่สามารถใช้งานโครงสร้างนั้นได้อีกจนกว่าจะได้รับการแก้ไขครับ

คร่าวๆสำหรับรอยร้าวที่เกิดขึ้นในเสาครับ ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างปรึกษาวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มาช่วยดูเพื่อความปลอดภัยครับ

ลักษณะรอยร้าวในเสา

การเลือกใช้ ชนิดของถังดับเพลิงให้เหมาะกับ ชีวิต และทรัพย์สิน ที่อยากจะปกป้อง


โจรปล้นบ้านสิบครั้ง ไม่เท่ากับไฟไหม้ครั้งเดียว สำนวนนี้มีความหมายชัดเจนอยู่แล้ว ไฟไหม้นั้นนอกจากจะทำลายทรัพย์สินไปแล้ว ยังสามารถทำลายชีวิตของผู้อาศัยในบ้านได้อีกด้วย  ดังนั้นความรู้เรื่องการปกป้องตัวเองจากอัคคีภัย จึงเป็นความรู้เบื้องต้นที่ ประชาชนทุกคนควรเรียนรู้ไว้เพื่อปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของตนเองครับ

สำหรับความรู้เกี่ยวรู้เกี่ยวกับอัคคีภัยนั้น อันที่จริงถ้าจะอธิบายกันอย่างละเอียด ก็ต้องเริ่มจากความสำนึกถึงความสำคัญของภัยจากอัคคีภัย เพื่อจะนำไปสู่การเตรียมตัวรับภัยนั้นด้วยการทำแผนรับมือ และจากแผนรับมือนั้น ก็จะนำไปสู่เรื่องของการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ ครับ

บทความนี้ก็จะพยายามอธิบายถึงเครื่องดับเพลิงชนิดต่างๆ พอสังเขปครับ  เพื่อที่ท่านผู้อ่านพอที่จะทราบถึง การเลือกซื้อถังดับเพลิง ที่ถูกต้อง กับสถานที่ ที่มันจะถูกนำไปวางหรือแขวนอยู่ครับ

ในการจะเกิดไฟไหม้ขึ้นได้นั้น ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสามอย่าง ก็คือ  อากาศ ( ก๊าซออกซิเจน)  เชื้อเพลิง  และ  ความร้อนครับ ดังนั้นหลักในการจะดับไฟได้ ก็ต้องกำจัด องค์ประกอบของไฟออกไป ซึ่ง การใช้ถังดับเพลิงก็จะลดองค์ประกอบเหล่านี้ คือลดอากาศ และบางชนิดก็ลดความร้อนด้วย

ซึ่งถังดับเพลิงในบ้านเราที่ใช้กันอยู่นั้น ก็มีหลายประเภท  แต่ละประเภทก็มีสารที่ใช้ดับเพลิงต่างๆกันไป จึงเหมาะกับพื้นที่ต่างๆ และชนิดของเพลิงที่ต่างๆ กันครับ โดยมาตรฐานสากลกำหนด ไว้เป็นห้าประเภท คือ เพลิงชนิด  A B C D และ K

เพลิงประเภท A ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิง ทั่วๆ ไป  เช่นการไหม้ของขยะ ไม้ หญ้งแห้ง เป็นต้น

เพลิงประเภท B ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ ของเหลว และก๊าซที่ติดไฟทุกชนิด เช่นการไหม้ ของน้ำมัน ทินเนอร์ ยางมะตอย ก๊าซติดไฟ เป็นต้น

เพลิงประเภท C ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ วัสดุด้านไฟฟ้า เช่น สายไฟ ปลั๊ก เป็นต้น

เพลิงประเภท D ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ สารเคมี หรือ โลหะบางชนิดที่ติดไฟได้  เช่น แอมโมเนียมไนเตรต แมกนีเซียม ซึ่งสารเคมี หรือโลหะ เหล่านี้บางประเภทสามารถทำปฎิกิริยากับ น้ำ หรือสารเคมี ถึงขั้นระเบิดได้ จึงต้องใช้สารเฉพาะในการดับเพลิงประเภทนี้

เพลิงประเภท K  ได้แก่เพลิงที่เป็นการลุกไหม้ของ น้ำมันที่ติดไฟยาก เช่นน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร

ซึ่งที่ข้างถังดับเพลิง ก็จะมีตัวอักษร อยู่ข้างถังแสดงถึงชนิดของ เชื้อเพลิงที่ถังดับเพลิงนั้นๆ สามารถดับได้ ไว้ครับ

ประเภทของเพลิง
แต่ยังก่อน ก่อนจะไปพูดถุึงชนิดของถังดับเพลิงชนิดต่างๆ ยังมีอีกเรื่องที่ควรทราบ ได้แก่ ตัวเลขแสดง fire rating ที่ อยู่ข้างถังด้วยครับ  ซึ่งถ้าเป็นเครื่องดับเพลิงในบ้านเรือนก็ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องใช้ fire rating ประมาณไหน แต่ ถ้าเป็นของที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานที่ที่เสี่ยงอัคคีภัยร้ายแรง ก็จะมีการกำหนด fire rating ที่มีค่าสูงเอาไว้ครับ  ทั้งนี้ หมายถึงความสามารถในการดับไฟของสารเคมี ที่บรรจุอยู่ในถังดับเพลิงนั้น ว่ามีประสิทธิภาพสูงแค่ไหนนั่นเอง ซึ่งตัวเลขที่มากกว่าของค่า fire rating นั้นก็หมายถึงประสิทธิภาพ และราคาที่สูงกว่า เช่นกันครับ

ถึงเรื่องของ ประเภทของถังดับเพลิงกันเสียที จริงๆ แล้วที่ต่างกัน ก็คือสารที่อยู่ภายในถังนั่นเองครับ ว่าใช้สารประเภทไหน  ถังดับเพลิงที่เราควรรู้จัก ก็มีดังนี้คือ

ประเภทแรกเลย เป็นประเภทที่ใช้กันทั่วไปที่สุดตอนนี้ คือประเภทผงเคมีแห้ง ( Dry Chemical)  ซึ่งสารเคมีนี้ สามารถดับเพลิงประเภทได้ทั้ง ประเภท A B และ C  ข้อดีคือใช้ได้ทั่วๆไป ราคาถูก ส่วนข้อเสียคือ ถ้าใช้แล้วสารจะฟุ้งกระจาย ทำให้พื้นที่บริเวณนั้น สกปรก  ข้อควรทราบคือ ถังดับเพลิงนี้ฉีดได้แค่ครั้งเดียว เมื่อฉีดแล้วจะเก็บไว้ฉีดต่อไม่ได้อีก ต้องนำส่งบรรจุสารใหม่

ประเภทที่สอง คือ ประเภทคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวถังอาจมีสีแดงๆ เหมือนกับถังประเภทแรก แต่จุดสังเกตุจากรูปลักษณ์ภายนอกของมันคือที่หัวฉีด จะเป็นปลายกระบอกใหญ่ๆ  เมื่อฉีดออกมา จะเป็นก๊าซที่เย็นจัด คล้ายน้ำแข็งแห้ง ทำให้ลดความร้อนได้ ข้อดีคือฉีดออกมาแล้วไม่ทิ้งคราบสกปรก เหมาะกับการดับเพลิงประเภท B และ C

ประเภทที่สาม คือ ประเภทสูตรน้ำ Water Chemical  ใช้น้ำยาดับเพลิงที่เรียกว่า ABFFC  สามารถใช้ดับเพลิงได้ทุกประเภท ตั้งแต่ A B C D และ K จึงเหมาะกับการซื้อไว้ตั้งวางในครัว เพราะราคาสูงกว่า แบบผงเคมีแห้ง และสามารถดับเพลิงที่เกิดจากน้ำมันได้ ด้วย

ประเภทที่สี่ คือ ประเภทน้ำสะสมแรงดัน  เรียกว่า Water gas หรือ Water pressure ประเภทนี้ใช้ดับเพลิง แบบ Class A ได้ดี เหมาะกับวางไว้ในห้องที่มีเชื้อเพลิงประเภทกระดาษ โรงงานเสื้อผ้า  เป็นต้น

ประเภทที่ห้า คือ ประเภทของเหลวระเหย หรือเรียกว่า สาร Halotron สามารถดับเพลิงประเภท A B C  ข้อดีคือฉีดแล้วไม่ทิ้งคราบสกปรก  แต่มีราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับใช้รักษาทรัพย์สินในห้อง clean room หรือ ห้อง server หรือห้องอะไรที่มีทรัพย์สินราคาสูง ติดตั้งอยู่ เนื่องจากเมื่อฉีดไปแล้ว ทรัพย์สินไม่ถูกทำลายไปด้วย

ประเภทที่หก คือ ประเภทโฟม สามารถดับเพลิงประเภท A กับ B  เมื่อฉีดมามีคุณสมบัติพิเศษ เกิดเป็นฟิมล์ ทำให้เชื้อเพลิงไม่ลุกติดขึ้นมาอีก จึงเหมาะมากในการใช้ดับเพลิงประเภท B  และเหมาะใช้นำไปวางในห้องที่มีการเก็บเชื้อเพลิงประเภท ทินเนอร์  น้ำมัน ยางมะตอย เป็นต้น


ถังดับเพลิงที่ใช้ทั่วไป


และเมื่อมีอุปกรณ์แล้ว ก็ต้องฝึกซ้อมแผน ฝึกใช้อุปกรณ์ และหมั่นตรวจตราอุปกรณ์ว่ายังใช้ได้อยู่หรือไม่ด้วยครับ

เลือกใช้ถังดับเพลิง ให้เหมาะกับทรัพย์สินที่มันปกป้องด้วยนะครับ  ถ้าเลือกใช้ผิด ถึงดับเพลิงได้ ทรัพย์สินก็ยังเสียหายอยู่ดี แล้วจะมีประโยชน์อันใดครับ

ตัวอย่างสลากบนถังดับเพลิง


ความปลอดภัย ของไฟฟ้าภายในบ้าน ตอนที่ 1


เชื่อหรือไม่ครับ ว่า ปัญหาไฟไหม้ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้นมักเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร คือผมก็คิดว่าทุกท่านคงเชื่อกันอยู่แล้วละ เพราะเห็นว่าเกิดเพลิงไหม้ทีไร ก็สันนิฐานว่าเป็นไฟฟ้าลัดวงจรกันไว้ก่อนทุกที  แต่ว่าที่เรียกกันว่าไฟฟ้าลัดวงจรนั้น มันเกิดจากอะไร ตรงไหนละครับที่ลัดวงจร  ไฟฟ้าลัดวงจรนั้น เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นสายไฟที่เก่า ฉนวนชำรุด เกิดการลัดวงจร  หรือการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกินกว่าที่สายไฟฟ้าจะรับได้ จนเกิดความร้อนสะสมฉนวนหุ้มสายไฟชำรุด เกิดการลัดวงจรทำให้เกิดลุกไหม้ขึ้นมา

จริงๆแล้ว ปัญหาของไฟไหม้บ้านพักอาศัยนั้น สามารถลดลงไปได้อย่างมาก ด้วยการเรียนรู้เรื่องการใช้ปลั๊กไฟ หมายถึง เต้าเสียบ และเต้ารับ ของปลั๊กไฟ และรวมถึงความรู้เรื่องการใช้สายพ่วง ด้วยครับ

เริ่มจากความรู้เรื่องเต้ารับ เต้าเสียบกันก่อนครับ  สำหรับท่านที่เคยเดินทางไปต่างประเทศ หรือได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มาจากต่างประเทศ คงพอจะทราบแล้ว ว่าเต้าเสียบ เต้ารับนั้น มีรุปแบบที่ต่างๆกัน ไปตามแต่ละประเทศ  และก็อาจจะทราบอีกด้วยว่า แรงดันไฟฟ้าที่ใช้อยู่นั้นก็ต่างกันไปในแต่ละประเทศ เราจึงต้องใช้  "หัวแปลงปลั๊กไฟ (Universal Adapter)" มาใช้เพื่อที่ให้เต้ารับ กับเต้าเสียบนั้นเสียบเข้ากันได้  รวมถึงถ้าแรงดันไฟฟ้าไม่เท่ากัน ก็จะต้องมี หม้อแปลงไฟเพื่อเพิ่มหรือลดแรงดันไฟฟ้าให้สามารถใช้งานได้ และเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่เสียหาย

ซึ่งหัวเสียบของปลั๊กที่ใช้กันในโลกนี้ ก็มีขากลม ขาแบน  ขาสี่เหลี่ยม ส่วนจะเป็นสองขา สามขา หรือเรียงกันยังไง ก็แล้ว แต่ประเทศนั้นจะใช้   ทีนี้เนื่องจากประเทศไทยของเรามีการนำของประเทศอื่น เข้ามาใช้หลายประเทศ ก็เลยมีหัวเสียบที่เป็นทั้งหัวกลมและหัวแบน  ปลั๊กของบ้านเราก็เลยเป็นหัวแบบ universal คือ สามารถเสียบได้ทั้งกลมและทั้งแบนครับ

ประเภทของเต้ารับ และเต้าเสียบ


ถ้าเป็นปลั๊กในบ้านเรานั้น ก็จะมีแบบที่เป็นทั้งสองขา และก็สามขา  ถ้าเป็นปลั๊กสองขา คือยังไงก็จะไม่มีสายดิน  ส่วนที่เป็นสามขา ก็อาจมีหรือไม่มีสายดินครับ  แล้วสายดินเอาไว้ทำอะไร  คำตอบก็คือ ปกติกระแสไฟฟ้าจะวิ่งอยู่ใน โลกของไฟฟ้าเท่านั้น คือไม่วิ่งออกมาข้างนอก  แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ไฟฟ้าหลุดออกมาจากโลกของไฟฟ้าคือ เกิดที่เราเรียกว่าไฟรั่ว น่ะครับ  ไฟฟ้าถ้ารั่วออกมาข้างนอก ก็จะพยายามหาทางกลับสู่โลกของไฟฟ้า โดยผ่านทางตัวนำสักตัวหนึ่ง ซึ่งตัวนำนั้น ก็อาจเป็นการผ่านทางร่างกายของคนที่อยู่บริเวณนั้นนั่นเองครับ  ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็จะมีอันตรายถึงชีวิต  เราสามารถป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นได้โดยการ ติดตั้งสายดินเข้าในระบบไฟฟ้าของบ้านของเราครับ   เมื่อเราติดตั้งสายดิน  หากเกิดไฟฟ้ารั่ว กระแสไฟฟ้าก็จะไหลผ่านสายดินเข้าสู่ตู้เมนสวิตซ์ ที่บ้านของเรา และตัว ตัดไฟ (Breaker) ก็จะทำการตัดไฟฟ้าในบ้านของเราได้ทันท่วงทีครับ

จะรู้ได้อย่างไร ว่า บ้านของเรามีสายดินอยู่หรือไม่  สังเกตง่ายๆ ครับ

ข้อแรก คือถ้า เต้ารับที่ปลั๊กไฟของบ้านเรามีแค่สองรู ก็รู้ได้เลยว่า ไม่มีสายดินแน่นอนครับ  ปลั๊กที่จะมีสายดินต้องมีสามรู

ข้อสอง ถ้ามีสามรูแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่ามีสายดินหรือเปล่า ให้ไปซื้อ อุปกรณ์ตรวจสอบมาได้เลยครับ เรียกว่าเครื่องตรวจสอบขั้วเต้ารับชนิดมีสายดิน (Easy Check Outlet) ของการไฟฟ้า เขามีขาย อันละไม่กี่ร้อยบาท ลองเสียบดูที่เต้าเสียบของเรา ก็จะรู้ได้ว่า มีสายดินหรือไม่มีครับ


Easy check outlet

ถ้าไม่มีสายดิน ก็จะได้เรียกวิศวกรไฟฟ้ามาช่วยดู มาออกแบบแก้ไขต่อไป เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินนะครับ