หน้าเว็บ

ข้อควรรู้ เมื่อจะกู้ สินเชื่อบ้าน และคอนโด


ในการสร้างบ้านนั้น นอกจากปัจจัยด้านวิศวกรรมแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องการหาเงินมาจ่ายเงินค่าก่อสร้าง ค่าซื้อ คอนโด หรือบ้าน ซึ่งหากเงินที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอแล้ว การกู้เงินมาซื้อบ้านหรือคอนโดจากสถาบันการเงิน ก็คงเป็นหนทางหนึ่งที่ผู้ซื้อบ้านจะเลือก นอกจากการหยิบยืมญาติพี่น้องพ่อแม่ครับ

สินเชื่อเพื่อการเคหะนั้น เป็นสินเชื่อประเภทที่สถาบันการเงินจะปล่อยกู้ระยะที่ยาวนานกว่าสินเชื่อประเภทอื่น  และก็มักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูง เมื่อเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่นครับ และโดยมาก สินเชื่อเพื่อการเคหะนั้น ก็มักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำๆ ในปีแรกๆ เพื่อลดภาระของเจ้าของบ้านผู้กู้ยืมเงินสินเชื่อ

วันนี้ ช่างมันส์บล็อค จะตอบคำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับการกู้สินเชื่อเพื่อการเคหะเหล่านี้ และเคล็ดไม่ลับในการเตรียมตัวเพื่อขอสินเชื่อครับ

ข้อแรก  การขอสินเชื่อนั้น สถาบันการเงินมักอยากให้กู้เท่าที่กู้ได้ และโดยมากก็เลยมักจะได้เงินกู้มามากกว่า เงินที่จำเป็นต้องใช้ในการซื้อบ้าน คอนโดเสียอีก  จริงๆ แล้วเงินกู้ที่ได้มานั้น มีต้นทุนทางดอกเบี้ยครับ  เราควรกู้เท่าที่จำเป็น  ซึ่งวงเงินกู้ที่จะได้ปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะเพิ่มจากเมื่อก่อนแล้ว วงเงินกู้ที่ได้กันตอนนี้วงเงินสูงสุดอยู่ที่ราว 55-60 เท่าของเงินเดือน  ทั้งนี้ขึ้นกับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่เราทำงานอยู่ และอายุงานของเราด้วย

ข้อสอง  ธนาคารจะอนุมัติ เงินกู้หรือไม่ อนุมัติเท่าใดนั้น ก็จะดูจากความสามารถในการใช้คืนหนี้  ดังนั้นถ้ามีหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้อื่นๆ อยู่นั้น ก็จะทำให้การอนุมัติเงินกู้สินเชื่อบ้านนั้น ทำได้ยากขึ้น  และโดยเฉพาะเมื่อธนาคารหรือสถาบันการเงินไปตรวจดูที่เครดิตบูโร และพบว่ามีสถาบันการเงินหลายสถาบันมาขอตรวจข้อมูลเครดิตบูโร ของเราไปก่อนหน้านี้  มันอาจแสดงว่า เรากำลังร้อนเงิน ซึ่งบ่งชี้ถึงการอาจจะไม่มีความสามารถในการชำระเงินกู้นั่นเอง

ข้อสาม  ควรมีเงินเก็บ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการยื่นขอเงินกู้จากธนาคาร เป็นวงเงินประมาณ 5-10% ของ มูลค่าสินทรัพย์ที่เรากำลังจะขอกู้เงินซื้อ  เงินเก็บนั้นจะอยู่ในรูปแบบของเงินฝาก ก็ได้ หรือในรูปแบบของเงินเก็บในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ของบริษัทฯ ก็ใช้ได้เช่นกัน

ข้อสี่  หากไม่มีรายได้ประจำจากเงินเดือน ก็ยังสามารถกู้ได้โดยใช้หลักฐาน จากการเดินบัญชีธนาคารของเรา  ซึ่งไม่ควรไปปั่นรายได้ ในช่วงที่จะกู้เงิน  เพราะสถาบันการเงินสามารถทราบได้อยู่ดี   หลักฐานการยื่นเสียภาษี ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอเงินกู้ได้เช่นกัน  เพราะแสดงถึงการมีรายได้

ข้อห้า  ระยะเวลาที่จะให้กู้ ตอนนี้สถาบันการเงิน ก็ให้กู้กันที่ 25-30 ปี กันแล้ว  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับอายุของผู้กู้ด้วย ซึ่งโดยมากจะคิดว่าผู้กู้จะมีอายุไม่เกิน 70 ปี  เช่นถ้า อายุ 50 ปี ณ ตอนที่ขอสินเชื่อก็อาจ ได้ระยะเวลากู้ 20 ปี เป็นต้น  ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อ

และธนาคารมักจะให้เราทำประกันชีวิตไว้ด้วยกับวงเงินกู้นั้น โดยนับเอาเบี้ยประกันชีวิตไปรวมกับยอดเงินที่กู้  ซึ่งอันนี้ที่จริงแล้วดีกับผู้กู้ เพราะว่าหากเสียชีวิตในระหว่างที่ยังมีภาระหนี้อยู่ ทางประกันก็จะจ่ายยอดหนี้ที่เหลือให้ ทำให้สินทรัพย์ตกเป็นทรัพย์มรดก และไม่เป็นภาระกับลูกหลานครับ


สี่กฎเหล็กเรื่องการกู้สินเชื่อ เพื่อการเคหะ


เมื่อได้สินเชื่อมาแล้ว ก็จะเข้าถึงช่วงของการต้องผ่อนชำระแล้ว ในการผ่อนชำระนั้น โดยมากผู้ผ่อนชำระมักจะผ่อนชำระหมดก่อนระยะเวลาที่สถาบันการเงินกำหนดไว้  เพราะว่ามีคิดเผื่อไว้อยู่แล้ว และผู้ผ่อนชำระก็มักจะผ่อนเกิน ยอด เพื่อที่จะได้สามารถปิดยอดหนี้ค้างชำระได้เร็ว  ื มีข้อควรรู้ดังนี้คือ

ในช่วงแรก ดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าช่วงการผ่อนชำระช่วงหลัง  ดังนั้นถ้าสามารถทำได้ก็ให้ชำระให้เร็วก็ย่อมดีกว่า  แต่ทางสถาบันการเงิน ก็มักจะมีค่า penalty fee  คือคิดดอกเบี้ยเพิ่มหากเราคืนเงินกู้ทั้งหมดก่อนสามปี เพราะป้องกันการรีไฟแนนซ์ของผู้กู้นั่นเองครับ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้เหล็กเสริมที่ผ่านกรรมวิธีทางความร้อน (Heat treatment) และการต่อเหล็กด้วย coupler ข้อต่อเหล็กเชิงกล เขาทำกันอย่างไร


เหล็ก SD50T
แม้ว่าเหล็กที่ใช้ในโครงสร้างประเภทคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่ผ่านกรรมวิธีทางความร้อน ( Heat treatment) จะมีใช้กันแพร่หลายในตลาดของประเทศไทยมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้ง กันในเรื่องวิธีใช้ เรื่องคุณสมบัติของมัน ดังนั้นช่างมันส์บล็อค ตอนนี้เราจะมาเขียนถึงเรื่องเหล็กเสริมประเภทนี้อีกที่ครับ

ชื่อเรียกในท้องตลาดของเหล็กประเภทนี้จะต่อท้ายด้วยตัว T ซึ่งถ้าเป็นเหล็ก SD40 ที่ผ่านกระบวนการ Heat treatment ที่เรียกว่า Quench & Temper process ที่จะทำก็จะทำให้ผิวรอบนอกของเหล็กเส้นแข็งและกรอบมากขึ้น

ซึ่งจะมีชื่อทางการค้า เรียกว่า SD40T ถ้าเป็นเหล็ก SD50 ที่ผ่านกระบวนการ Heat treatment ก็เรียกว่า SD50T เป็นต้น

โดยมาตรฐานตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ ที่เรียกกันว่า มาตรฐาน มอก. นั้น ก็มีบัญญัติเอาไว้ ใน มอก. 24-2548  ถึงการรับรองการผลิตเหล็กชนิดนี้ โดยมีข้อแตกต่างระหว่างเหล็ก SD ปกติ กับ SDxT ไว้ที่ตรงชื่อทางการค้า แต่วิธีทดสอบ การรับกำลัง รูปร่าง และทดสอบอื่นๆ ใช้มาตรฐานเดียวกันเกือบทั้งหมด ยกเว้นในส่วนของการกระทำใดๆ กับส่วนผิวเหล็กรอบนอก ของเหล็ก SDxT ที่แตกต่างกัน



มอก.24-2548
ข้อแตกต่างในกระบวนการผลิตของเห็น SD40 และ SD40T นั้นอยู่ที่ว่า ในกระบวนการผลิตตรงที่ในกระบวนการผลิตของ SD40T นั้นจะมีการทำให้อุณหภูมิของเหล็กเย็นลงในทันทีที่รีดร้อน จึงทำให้บริเวณผิวนอกของเหล็กประเภทนี้ มักมีความแข็งสูงกว่าเนื้อในของมัน  แต่ก็ทำให้เหล็กนั้นมีคุณสมบัติทางกลที่สูงขึ้น  และความเห็นส่วนตัวผมเชื่อว่าทำการผลิตเหล็กวิธีนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้เหล็กที่มีคุณสมบัติทางกลเทียบเท่า SD40 นั้นก็ถูกลงด้วย

SD50T

แม้เหล็กที่ผ่านกรรมวิธีทางความร้อน Heat treatment จะถูกใช้มานานแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาข้อโต้แย้งสงสัยในหลายประการเช่น

ก. เรื่องของการดัดระหว่างเหล็ก SD40 กับ SD40T แตกต่างกันไหม

 ตอบว่า การดัดงอของเหล็กทั้งสองประเภทนั้น ผ่านการทดสอบด้วยวิธีเดียวกัน  จึงมีข้อจำกัด และข้อควรระวังที่เหมือนๆ กัน  แต่เนื่องจาก เหล็ก ประเภท SD40T นั้น มีผิวที่แข็งกว่า จึงมีโอกาสที่จะเกิดการแตกที่ผิวของเหล็กได้ง่ายกว่า

ข. เรื่องการเชื่อมด้วยไฟฟ้า ของเหล็กประเภท SD40 กับ SD40T แตกต่างกันไหม

ตอบว่า การเชื่อมด้วยไฟฟ้าสามารถเชื่อมได้ในเหล็กทั้งสองประเภท  ทั้งนั้นการเชื่อมเหล็กประเภท SD40T อาจจะเชื่อมได้ยากกว่า เหล็ก SD40 การ preheat ก่อนการเชื่อมจะช่วยทำให้การเชื่อมทำได้ง่ายขึ้น

ค. คุณสมบัติการทนไฟของเหล็ก SD40 กับ SD40T แตกต่างกันไหม

ตอบ  คือไม่ต่างกัน ไม่พบข้อมูลทดสอบทางวิชาการที่ระบุว่าการทนไฟของเหล็กที่ผ่านกระบวนการทางความร้อนจะลดลง  และเหล็กเสริมเหล่านี้อยู่ภายใต้เนื้อคอนกรีตที่ทำหน้าที่ป้องกันเหล็กจากความร้อนฺ อัตราความสามารถในการทนไฟของอาคารนั้นๆ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องว่าใช้เหล็กเสริม SD40 หรือ SD40T


ง. การทำ ข้อต่อเชิงกล หรือที่เรียกว่า coupler นั้นทำได้หรือไม่

ตอบว่า สามารถทำได้โดยวิธีการที่ถูกต้อง  อย่างที่ทราบกันแล้วว่าผิวของเหล็ก SD40T มีความแข็งกว่าเนื้อในของมัน  และในกระบวนการทำ เกลียวจะมีการ Forging หรือการขยายหัวก่อนทำเกลียว ซึ่งในกระบวนการขยายหัวนี้อาจทำให้เหล็กแตกได้และรับแรงได้น้อยลง

วิธีการแก้ไขคือการใช้กระบวนการ Soft cold forging ที่สามารถทำให้หัวเหล็กใหญ่ขึ้น โดยไม่มีการแตกและเสียกำลังลง

และวิธีการทำเกลียวก็เช่นกัน ต้องเป็นวิธีที่ไม่กัดเนื้อเหล็กออกไป ทำให้พื้นที่การรับแรงตรงที่ทำเกลียวน้อยลง การทำเกลียวด้วยวิธีการรีดเนื้อเหล็กจนออกมาเป็นเกลียว ( Thread rolling)  ไม่ทำให้สูญเสียเนื้อเหล็กไป และพื้นที่หน้าตัดของเหล็กบริเวณที่ถูกเอามาทำเกลียวก็ยังมีพื้นที่เท่ากับ พื้นที่หน้าตัดของเหล็กก่อนการทำเกลียว

อนึ่ง ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานในเรื่องการทำ ข้อต่อเชิงกล ( Coupler) นี้ ดังนั้นควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานรองรับจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน BSI  เป็นต้น และควรสนับสนุนผลักดันให้มีมาตรฐานการผลิต Coupler ของประเทศไทยออกมา

วิธีการทดสอบก็เช่นกัน ในปัจจุบันการทดสอบ Coupler นั้น จะทำโดยวิธีการทดสอบ Tensile test เท่านั้น ว่ารอยต่อไม่ถูกทำลาย  แต่ในมาตรฐานของสากลนั้น การทดสอบของ Coupler นั้น ได้รวมไปถึงการทดสอบอย่างอื่นด้วย เช่นการทดสอบ การล้า Fatigue test  และการทดสบ Slip test เป็นต้น

การทำเกลียว

การทดสอบ Tensile test
บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนเท่านั้นและไม่รับรองในความถูกต้องและการนำไปใช้อ้างอิง


บริษัท รับสร้างบ้าน คืออะไร ต่างจาก ผู้รับเหมา อย่างไร ?


วันก่อนได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณวิสิฐ โมไนยพงศ์ครับ ท่านเป็นกรรมการผู้จัดการขอบริษัท ทรี.ดี. เฮ้าซิ่ง จำกัด คือผมตั้งใจจะทำการค้นคว้าเรื่องการสร้างบ้าน ว่าถ้าคนคนนึงคิดจะสร้าง หรือจริงๆควรเรียกว่าปลูกบ้านสักหลังขึ้นมา ต้องทำอย่างไรบ้าง และมีวิธีการขั้นตอนอย่างไรบ้าง  ผมก็เลยได้ทำการค้นคว้าตั้งแต่การหาที่ดิน การถมที่ การออกแบบ จนมาถึงช่วงที่จะก่อสร้างแล้วนี่แหละครับ  จึงได้ทำการเสาะหาว่า มีวิธีการอย่างไรบ้าง มีท่านผู้รู้ที่ไหนบ้าง จนได้มาเจอ คุณวิสิฐ เข้าที่สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านนี่แหละครับ

เราพูดคุยกันถึงปัญหาที่พบบ่อยในการสร้างบ้าน  คือ เวลาคนจะสร้างบ้านสักหลังหนึ่ง เมื่อได้ที่มาแล้ว ก็มักจะไปหาผู้ออกแบบ  แล้วก็เอาแบบไปให้ผู้รับเหมาตีราคา แล้วตกลงสร้างกันขึ้นมาครับ  แต่ปัญหาที่พบกันจนเกิดโต้แย้ง ก็มักจะมีดังนี้คือ

หนึ่ง  เรื่องของแบบ ที่ว่าเข้าใจกันดี ตกลงกันดีแล้ว พอสร้างขึ้นมา มันมักจะไม่เป็นอย่างที่ต่างฝ่ายต่างคิดฝันเอาไว้ ทั้ง สเปค ของอีก อาจไม่ตรงตามที่เข้าใจกันตั้งแต่แรก

สอง  พอเกิดการโต้แย้งกันแล้ว เนื่องจากมีหลายกลุ่มคน ที่ทำงานกันอยู่ในงานบ้านนั้น ทำให้เกิดการเกี่ยงความรับผิดกัน ไม่มีใครยอมรับผิดชอบ หรือกว่าจะรับผิดชอบกันได้ต้องเสียเวลา โต้แย้ง พิสูจน์กัน อยู่นาน

สาม  ในการคัดเลือกผู้รับเหมานั้น  เจ้าของบ้าน ก็มักเลือกผู้รับเหมาถูกที่สุด ส่วนผู้รับเหมา อยากได้งาน ก็ไปสู้ราคากันจนต่ำ บางเจ้า ไม่รู้ต้นทุนของตัวเอง ทำไปทำมา ทุนหมด หรือขาดทุน ก็พาลทิ้งงานกันอีก

ทีนี้ ก็ไปถาม คุณวิสิฐ ว่า แล้วบริษัทรับสร้างบ้านนั้น เป็นทางเลือกที่ดีกว่าอย่างไร ในเมื่อก็เหมือนเป็นคนกลางอีกคนเพิ่มมา ทำแบบนี้ แล้วยังต้องมี คนออกแบบ คนสร้าง อะไรอีก ไม่ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างของ เจ้าของบ้าน ยิ่งสูงกันไปใหญ่หรือ?

ได้คำตอบมาแบบนี้ครับ คือ

หนึ่ง  การสร้างบ้าน เป็นความชำนาญพิเศษแบบหนึ่ง ต่างจากผู้รับเหมา ที่เขาอาจทำได้หลายอย่าง แต่ก็ไม่ได้สร้างบ้าน อยู่ทุกวัน  เพราะฉะนั้น คนที่สร้างบ้านอยู่ทุกวัน ย่อมมีความชำนาญมากกว่า

สอง การสร้างบ้านโดยใช้ ผู้รับจ้างสร้างบ้านนั้น ทำให้เจ้าของบ้าน ติดต่อกับกลุ่มของคนแค่กลุ่มเดียว ความรับผิดชอบ ก็ย่อมเป็นของ ผู้รับจ้างสร้างบ้าน นั้น  รวมทั้งการให้บริการหลังการขาย ก็น่าจะทำได้ดีกว่า

สาม  ได้บ้านถูกใจ สร้างเสร็จ แน่นอนกว่า เพราะทำโดยผู้รับสร้างที่มีความชำนาญ รวมถึงมีทุนหมุนเวียน  โดยมาก เพียงพอกว่าการใช้ผู้รับเหมา ในบางกรณี

สี่   มีการรวมกลุ่มก้อน ติดต่อกับธนาคาร ช่วยเหลือลูกค้าในเรื่อง การสินเชื่อบ้านที่จะสร้าง ทำให้ได้เงินเพียงพอต่อการก่อสร้างและตกแต่ง  และมีการจ่ายเงินงวดสินเชื่อ ตรงตามการจ่ายเงินงวดงานของการสร้างบ้าน






สนใจไปติดต่อ สมาคมธุรกิจ รับสร้างบ้าน ดูครับ http://www.hba-th.org/

ผมไม่ได้ค่าโฆษณา ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ  เห็นว่า ผู้อ่าน อาจจะได้ประโยชน์ จึงขออนุญาต นำเสนอครับ

การต่อเติมหลังคา ดาดฟ้าเพื่อกันฝน น้ำรั่ว


ปัญหาที่พบบ่อยมาก ในอาคารพาณิชย์ชั้นบน คือปัญหาเรื่องน้ำรั่วซึมลงมาจากชั้นดาดฟ้า เพราะอาคารพาณิชย์เหล่านี้ มีหลังคาเป็นหลังคาแบน ( Flat slab ) ซึ่งหากคอนกรีตมีความเสื่อมสภาพ น้ำก็อาจไหลซึมลงมาตามรอยร้าวได้ หรือปัญหาเรื่องการระบายน้ำ  เช่น การทำความลาดเอียงไม่เพียงพอ รางระบายน้ำมีขนาดเล็กเกินไป หรือมีการอุดตัน  ก็จะทำให้น้ำไหลได้ช้า เกิดน้ำขัง และเกิดปัญหารั่วซึมลงมา หรือจนกระทั่งเกิดปัญหาโครงสร้างเป็นสนิมได้

วิธีจัดการปัญหาตามลำดับ  ดังนี้คือ

ขั้นแรก ควรทำความสะอาดทางระบายน้ำก่อน เพราะการระบายน้ำอาจจะแค่อุดตัน  หากทำความสะอาดแล้วปัญหายังคงอยู่ ให้ทดลอง ปรับปรุงทางระบายน้ำให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น

ขั้นสอง หากแก้ปัญหาเรื่องการระบายน้ำแล้วยังไม่หาย  การปรับปรุง slope บนชั้นดาดฟ้า เป็นวิธีที่ไม่แนะนำ เพราะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้าง และปัญหาก็อาจจะไม่หาย  ถึงขั้นตอนนี้ สามารถเลือกทำได้สองวิธีคือ วิธีแรก คือการใช้ระบบกันซึม ซึ่งวิธีนี้ สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาต ต่อเติมอาคาร

ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการ ทำหลังคาคลุมดาดฟ้าอาคารนั้น ซึ่งทางกฎหมายแล้ว การต่อเติมหลังคานั้นถือเป็นการต่อเติมอาคาร แบบหนึ่งจะต้องยื่นขออนุญาตกับเจ้าพนักงานท้องถิ่น  เพราะการดัดแปลงเพิ่มลดพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งเกินห้าตารางเมตร หรือการเพิ่มน้ำหนักให้กับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารเกินร้อยละสิบ ของที่ออกแบบไว้ทีแรก ก็ต้องทำการยื่นขออนุญาตกับเจ้าพนักงานท้องถิ่น เช่นกัน รวมถึงการคำนวณนั้น ก็ต้องให้วิศวกรมาคำนวณด้วยครับ

การแก้ปัญหาหลังคาดาดฟ้ารั่วซึม


โดยทั่วๆ ไป เราแนะนำให้ทำหลังคาคลุมดาดฟ้า จะแก้ปัญหาเรื่องฝน เรื่องน้ำรั่วซึมได้ดีกว่า แต่ก็อย่าลืมทำรางระบายน้ำเพิ่มเติมด้วยนะครับ เพื่อไม่ให้น้ำไหลไปรบกวนเพื่อนบ้านได้ครับ

ข้อควรรู้ในการถมดิน สำหรับสร้างสิ่งปลูกสร้าง


เมื่อเราเลือกที่ดินที่จะทำการปลูกสร้างอาคารได้แล้ว สิ่งที่มักจะทำเป็นอันดับต่อไปคือการปรับพื่้นที่ให้เหมาะสมก่อนทำการปลูกสร้างครับ  ไม่ว่าจะเป็นการถางต้นไม้ การรื้อสิ่งปลูกสร้างเดิมถ้ามี หรือการถมดินเพราะพื้นที่ดินนั้นต่ำกว่าถนน หรือต่ำกว่าระดับที่เคยท่วม หรือแม้กระทั่ง ถมดิน เพราะที่ดินที่เราได้มานั้นเป็นพื้นที่แอ่งน้ำกันเลยทีเดียว

การสร้างอาคารบนพื้นที่ใหม่นั้น เรียกได้ว่าส่วนใหญ่ต้องมีการถมดินกัน เพราะการถมดินจะช่วยทำให้พื้นที่สูงขึ้น ถมดินปรับพื้นที่ใช้เป็นที่กองวัสดุ ให้การทำงานให้ได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

ข้อควรรู้สำหรับการถมดินนั้น มีดังนี้คือ

ข้อแรก ถ้าดินที่ถมนั้นมีน้ำขังอยู่  หรือไม่มีน้ำขังก็ตาม เราควรจะต้องทราบว่า ระดับที่จะถมดินนั้น มีความลึกเท่าใด ถ้าเป็นระดับที่มีน้ำขังอยู่นั้น แล้วจะสูบน้ำออก ก็ต้องยิ่งระวัง อย่าสูบน้ำออกทีเดียวจนหมด เพราะถ้าน้ำขังอยู่ลึกมาก การเอาน้ำออกทีเดียวจนหมด อาจทำให้ดินพังลงมาได้

และการรู้ว่าระดับที่ถมมีความหนาของดินถมเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้ทราบได้ว่า จะต้องใช้เสาเข็มยาวเท่าไหร่ ในการถมดินครับ เพราะเสาเข็มจะต้องยาวเกินชั้นดินที่ถม ลงไปถึงชั้นดินที่รับน้ำหนักของตัวอาคารได้

ข้อสอง  การขุดและการถมที่ดินนั้น มีกฎหมายควบคุมนะครับ ไม่ใช่ว่าจะทำอย่างไรก็ได้  ให้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่กรมโยธธาธิการ และผังเมือง  ดูภายใต้พระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 ที่ให้อำนาจในรายละเอียด ไว้กับองค์การบริหารส่วนพื้นที่อีกที   กฎหมายนี้มีข้อกำหนดเช่นว่า ถ้าถมสูงกว่าพื้นที่ข้างเคียง ต้องมากการจัดทางระบายน้ำ และถ้าพื้นที่ถมเกินกว่าสองพันตารางเมตร ต้องแจ้งการถมดินนั้นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดครับ

ข้อสาม การถมดินที่ถมไปสูงๆ อาจต้องมีการทำกำแพงกันดินด้วย

ข้อสี่  เมื่อถมดินเสร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ดินมีการยุบตัวก่อน จึงจะทำการก่อสร้างได้ครับ  เพราะยังไงดินก็ต้องยุบตัวอยู่ดี แค่รอให้ดินแห้ง พอจะทำงานได้ ก็สามารถทำงานได้แล้ว

ข้อห้า ดินที่จะใช้ถมนั้น มีหลายประเภทครับ ทั้งดินเหนียว ดินทราย ดินลูกรัง  จะใช้ดินอะไรก็ได้เพราะยังไงเราก็ไม่ได้ใช้ดินเหล่านี้ในการรับน้ำหนักอาคารอยู่แล้ว เราใช้ดินในการปรับพื้นที่ และช่วยให้การทำงานได้ง่ายเท่านั้น

ข้อหก  ดินที่เราถมไปนั้น มันจะต้องทรุดตัวแน่นอนครับ อย่าไปกังวล ขอเพียงการทรุดตัวนั้น เมื่อดินทรุดไปแล้ว บ้านอย่าทรุดตาม และถ้าตัวบ้านส่วนที่ไม่วางอยู่บนเสาเข็ม คือมันวางอยู่บนดินนั้น ทรุดไปจนทำให้เกิดรอยแยก รอยแยกก็อย่าไปดึงตัวบ้านหลัก ให้ทรุดลงไปด้วย

การแก้ไขนั้น เมื่อเกิดดินยุบที่ใต้บ้านจนเป็นโพรงนั้น อย่าเอาดินไปถมตรงที่เป็นโพรง เพราะจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับดินที่ยุบลงไปก่อนหน้านั้นอีก  และทำให้การยุบของดินลุกลาม  เราแค่เอาอะไรมากันใต้บ้านไว้ไม่ให้เป็นโพรง ป้องกัน สัตว์ร้ายเข้าไปอาศัยก็พอครับ

ข้อเจ็ด  การตกลงกับผู้รับเหมาถมดินนั้น ถ้าเป็นการถมดินทั่วไป ก็อาจตกลงกันเป็นการถมตามความสูง ว่าจะให้ถมสูงถึงระดับใด ครับ  แต่ถ้าเป็นการถมที่ดินสำหรับโครงการ อาจมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการถมดิน
หมดแล้วครับ เรื่องถมดิน ดูเหมือนจะหมู แต่ก็เป็นหมูแข็งแรงนะครับ มีความรู้ไว้ ไร้ปัญหากวนใจครับ