ท่านรศ. ดร. สุธี อักษรกิตติ์ เป็นวิศวกรอีกท่านหนึ่งที่ได้มีโอกาสถวายงานแก่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลฯ ในงานด้านการสื่อสารของประเทศไทยในช่วงเวลาที่การสื่อสารยังไม่พัฒนามากเหมือนดังเช่นในปัจจุบัน
ท่านอาจารย์เป็นผู้ประดิษฐ์สายอากาศที่ใช้รับส่งสัญญาณวิทยุ ที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเคยมีรับสั่งให้ทำ และท่านก็ทำได้สำเร็จอย่างดี เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของสายอากาศสุธี 1 สุธี 2 สุธี 3 และ 4 ไม่รวมถึงงานอื่นๆ อีกมากที่ไม่เป็นที่รู้จัก
วันนี้ผมไม่ได้เขียนถึงงานเหล่านั้นของท่านอีก เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ในโอกาสที่ผมได้สัมภาษณ์ท่านอาจารย์สุทธี ท่านได้เล่าเรื่องราวที่ประทับใจเกี่ยวกับการถวายงานแด่พระองค์ท่าน แะวิธีการทำงานและการดำรงค์ชีวิต ที่อาจารย์ได้ถ่ายทอดให้ฟัง ผมอยากจะเขียนถึงสิ่งเหล่านั้นครับ
เรามักเห็นในบทความต่างๆ เกี่ยวกับสายอากาศสุทธี 2 ว่าเป็นสายอากาศที่พระองค์ท่านทรงรับสั่งชมว่า " แจ๋วมาก" สายอากาศสุธีสองนี้ เป็นสายอากาศที่ สามารถรับส่งสัญญาณ จากพระตำหนักจิตลดาฯ ไปจนถึง พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ คือสามารถส่งสัญญาณได้ไกลกว่า 600 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับ ในช่วงเวลานั้น
ท่านอาจารย์สุธี เล่าให้ฟังว่า ตอนที่พระองค์ท่าน ทรงรับสั่งว่า "แจ๋วมาก" นั้น ท่านได้ทรงกล่าวในสถานที่ที่มีคนอยู่เยอะแยะ ท่านทรงรับสั่งชมอาจารย์สุธี ต่อหน้าข้าราชบริพาร อีกมากมาย ซึ่งในความจริงท่านไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น อาจารย์สุธี บอกว่าท่านทรงมีเมตตามาก นับเป็น ความเมตตาของผู้ใหญ่ที่จะให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อย อย่างท่าน และจากวันนั้น ทำให้อาจารย์สุธี ได้แนวคิดในการใช้ชีวิตมาว่าดังนี้คือ
" คนที่มีความสามารถมากๆ ก็ต้องมีเมตตาธรรมมากๆ ด้วย ไม่ใช่เอาไปใช้แต่หาประโยชน์ส่วนตัว"
นอกจากนั้น อาจารย์สุธียังสอนถึงหลักการทำงานต่างๆที่ได้เรียนรู้มาจากพระองค์ท่านว่าดังนี้คือ
คาถาในการทำงานสี่ข้อ
1. ขอให้มีความร่วมมือกัน ดูด้วยว่าใครทำอะไรอยู่ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
2. เมื่อทำงานแล้ว ก็ให้ได้ทำอย่างตั้งใจทำงานจริงจัง
3. ทำงานแล้วต้องมีการติดตามงาน
4. เมื่อทำแล้ว ก็ต้องนำไปใช้งานให้ได้
"คิดแล้วต้องทำ ทำแล้วก็ต้องทำด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว เพราะถ้าทำไม่ถูกต้อง ทำแบบลองผิดลองถูก ก็จะเสียเงินทองและเสียเวลา"
และ
"โจทย์ หรือการตั้งคำถามนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญยิ่งกว่าการหาคำตอบเสียอีก คำตอบที่ถูกต้อง ให้กับโจทย์ที่ผิด มีค่าน้อยกว่า คำตอบที่ผิด แต่ตอบให้กับโจทย์ที่ถูกต้องเสียอีก"
ได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์เพียงเท่านี้เอง ผมเชื่อว่าหากมีเวลามากกว่านั้น คงจะยังมีคำสอน ความรู้ หลักในการดำเนินชีวิตอีกมากทีเดียวครับ
พัฒนาการทางด้านหุ่นยนต์ของยุคนี้ มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วครับ และในหลายๆประเทศทั่วโลกเลยละ แต่การพัฒนาการด้านหุ่นยนต์ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น มีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือประเทศญี่ปุ่นนี้มีวัฒนธรรม อะนิเมะ ( Anime) วัฒนธรรมที่มาจากการ์ตูนนั่นเองครับ ทำให้ประเทศญึ่ปุ่น ชอบพัฒนาหุ่นยนต์ที่เดินสองขาได้ และมีลักษณะเหมือนคน มากๆ เลยละ ด้านนี้ดูจะมีความน่าสนใจกว่าที่อื่นๆในโลกครับ
กันดั้มตัวนี้ไม่เกี่ยวกับงานหุ่นยนต์นะครับ แต่ผมคิดว่า คนญี่ปุ่นคงตั้งใจจะสร้างหุ่นยนต์ให้ได้แบบนี้แหละ จริงๆ
งาน Japan robot week เป็นงานที่จัดเป็นครั้งที่เจ็ด จัดปีละครั้งครับ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศกลยุทธด้านหุ่นยนต์ของประเทศตั้งแต่ปี 2015 โดยมีเป้าหมายให้ในปี 2020 มูลค่าทางการตลาดการค้าของหุ่นยนต์ ของญี่ปุ่นมีการขยายตัว เป็น ยี่สิบเท่า ของมูลค่าตลาดในปี 2015 ครับ
มาดูกันว่าในปี 2016 นั้นเขามีอะไรมาแสดงบ้าง
หุ่นยนต์สองขา Humanoid มีผลิตจำหน่ายเป็น Hobby แล้ว หรือจะเรียกว่าของเล่นก็ได้ จริงๆถ้าจำกันได้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ทาง ค่าย sony ก็เคยจำหน่ายหุ่นยนต์สุนัขที่เรียกว่า Aibo แล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จด้านการขายสักเท่าใด
หุ่นยนต์ Sota นี่ก็ จำหน่ายแล้วเหมือนกัน Sota จะสื่อสารกับเจ้าของได้ เป็นภาษาพูดเลย แต่ดูเหมือนว่าจะพูดภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น
หุ่นยนต์ที่มาแรง ในปีนี้ น่าจะเป็นเจ้า Pepper ตัวนี้นั่นเอง จากค่าย Softbank Mobile เปิดตัวตั้งแต่ปี 2014 ตอนนี้มียอดขายอยู่หลายพันตัว
เจ้า Pepper นี่ทำได้หลายอย่าง แต่ที่ใช้มากๆ ในงานเท่าที่เห็นคือ มันเป็นพนักงานขาย ที่สามารถให้ข้อมูลลูกค้าได้ แบบยืนไม่มีเหนื่อย และเราก็มี ทางเลือกว่าจะซื้อหุ่น Pepper เลย หรือว่าจะจ้างเป็นรายเดือน เหมือนจ้างพนักงานก็ได้ครับ
ตัวนี้คือ Nao จาก softbank เหมือนกัน เป็นหุ่น Humanoid ตัวแรก ของค่าย
Trend อีกประเภทคือหุ่นยนต์ที่ไม่ได้เป็นหุ่นทั้งตัว แต่เหมือนเป็นอุปกรณ์ในการเพิ่มพลัง ช่วยให้คนปกติทำงานได้สะดวกขึ้น และช่วยคนให้ที่มีความลำบากในการใช้ร่างกาย สามารถใช้ร่างกายได้ ดีขึ้นครับ
หุ่นอีกประเภทใช้ตรวจการในที่ที่คนเข้าไปไม่ได้ พวกประเภทโดรนเป็นต้น
ชีวิต คนทั่วๆไปอย่างพวกเราเข้าใกล้กับ หุ่นยนต์เหล่านี้ขึ้นทุกทีครับ อีกไม่นาน มันคงเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันจนเป็นเรื่องทั่วไปเหมือนมือถือ เลยละครับ
ขอจบด้วยหุ่นยนต์ ที่จับพู่กัน ได้นิ่มนวลมากๆ ตัวนี้ครับ
กันดั้มตัวนี้ไม่เกี่ยวกับงานหุ่นยนต์นะครับ แต่ผมคิดว่า คนญี่ปุ่นคงตั้งใจจะสร้างหุ่นยนต์ให้ได้แบบนี้แหละ จริงๆ
| Gundum |
งาน Japan robot week เป็นงานที่จัดเป็นครั้งที่เจ็ด จัดปีละครั้งครับ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศกลยุทธด้านหุ่นยนต์ของประเทศตั้งแต่ปี 2015 โดยมีเป้าหมายให้ในปี 2020 มูลค่าทางการตลาดการค้าของหุ่นยนต์ ของญี่ปุ่นมีการขยายตัว เป็น ยี่สิบเท่า ของมูลค่าตลาดในปี 2015 ครับ
มาดูกันว่าในปี 2016 นั้นเขามีอะไรมาแสดงบ้าง
| Japan robot week 2016
หุ่นยนต์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม เป็นหุ่นที่ดูเหมือนจะมีแต่แขน
|
| Japan robot week 2016 |
หุ่นยนต์สองขา Humanoid มีผลิตจำหน่ายเป็น Hobby แล้ว หรือจะเรียกว่าของเล่นก็ได้ จริงๆถ้าจำกันได้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ทาง ค่าย sony ก็เคยจำหน่ายหุ่นยนต์สุนัขที่เรียกว่า Aibo แล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จด้านการขายสักเท่าใด
| Japan robot week 2016 |
หุ่นยนต์ Sota นี่ก็ จำหน่ายแล้วเหมือนกัน Sota จะสื่อสารกับเจ้าของได้ เป็นภาษาพูดเลย แต่ดูเหมือนว่าจะพูดภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น
| Japan robot week 2016 |
| Japan robot week 2016 |
เจ้า Pepper นี่ทำได้หลายอย่าง แต่ที่ใช้มากๆ ในงานเท่าที่เห็นคือ มันเป็นพนักงานขาย ที่สามารถให้ข้อมูลลูกค้าได้ แบบยืนไม่มีเหนื่อย และเราก็มี ทางเลือกว่าจะซื้อหุ่น Pepper เลย หรือว่าจะจ้างเป็นรายเดือน เหมือนจ้างพนักงานก็ได้ครับ
| Japan robot week 2016 |
| Japan robot week 2016 |
| Japan robot week 2016 |
| Japan robot week 2016 |
| Japan robot week 2016 |
| Japan robot week 2016 |
| Japan robot week 2016 |
| Japan robot week 2016 |
| Japan robot week 2016 |
ขอจบด้วยหุ่นยนต์ ที่จับพู่กัน ได้นิ่มนวลมากๆ ตัวนี้ครับ
| Japan robot week 2016 |
ป้ายกำกับ:
พงศ์ธร ธาราไชย,
หุ่นยนต์,
Robot
ขอสารภาพว่าอารมณ์ติดพันหลังจากจัดรายการสด “คุยอสังหาฯ กับประชาชาติ” เป็นรายการ live streaming บนเฟซบุ๊กประชาชาติธุรกิจ เรียนเชิญคุณแฟนเพจติดตามรับชมได้ทุกวันอังคาร เวลาประมาณ 15.00 น. โดยจัดร่วมกับกูรูข่าวอสังหาริมทรัพย์ “พี่แหม่ม-สมถวิล ลีลาสุวัฒน์” ผู้ช่วยบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจค่ะ
ตามปกติ สำหรับผู้ประกอบการแทบทุกวงการ หน้าฝนหรือช่วงฤดูฝนซึ่งกินเวลาตั้งแต่ปลายเมษายน-ต้นพฤษภาคม ไปจนถึงโน่นเลย ปลายเดือนตุลาคม จนมีคำกล่าวกันว่าปลายฝน-ต้นหนาวมักจะหมายถึงช่วงเวลาปลายตุลาคมชนกับต้นเดือนพฤศจิกายน ช่วงฝนตกในแง่ฤดูการขายสินค้า-บริการ เขาเรียกว่าเป็นช่วงโลว์ซีซั่น
อาจเป็นเพราะหน้าฝน ตามท้องไร่ท้องนาเป็นช่วงเพาะปลูก ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว สภาพคล่องหรือเงินในกระเป๋าร่อยหรอ ทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดเบาบางลง ขณะเดียวกันการใช้ชีวิตในเขตเมืองก็เงียบๆ เหงาๆ ซึมๆ เซาๆ ยังไงก็ไม่รู้ ยิ่งสตรีทฟู้ดหรืออาหารรถเข็น โต้รุ่ง ตลาดนัด พ่อค้าแม่ค้าหน้านิ่วคิ้วขมวดไปตามๆ กันเพราะลูกค้าไม่ออกมาเดินช้อป ชิม กิน เที่ยว เนื่องจากไม่สะดวกนั่นเอง
หน้าฝนปีนี้มียังมีเรื่องให้ตื่นเต้นเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อโลกโซเชียลแชร์กันสนั่นถึงปัญหาน้ำท่วม-น้ำท่วมขัง มีรถยนต์จมน้ำ มีภาพการจราจรติดแหง็ก เดิมเลิกทำงาน 5 โมงเย็นใช้เวลา 1-1 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงบ้าน แต่พอมีน้ำท่วมขังใช้เวลาปาเข้าไป 2-3 ชั่วโมง
ส่งผลกระทบต่อมู้ดผู้บริโภค แปลความหมายตรงตัวว่าอารมณ์จับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ซึ่งถ้าผู้บริโภคเกิดอาการ “มู้ดดี้” ขึ้นมาเมื่อไหร่ ความหมายแปลได้ว่า รมณ์บ่จอย อารมณ์เสีย อารมณ์ไม่ดี อะไรประมาณนี้ ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคจึงร่วงระนาว
กล่าวสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ ถ้าลองคิดนอกกรอบกันสักนิดจะพบว่า ในมุมผู้บริโภคหรือผู้ซื้อเราสามารถแปรวิกฤตหน้าฝนให้เป็นโอกาสได้ เนื่องจากการซื้ออสังหาฯ ช่วงหน้าฝนมีคุณประโยชน์ที่เห็นได้ชัดอย่างน้อย 2 ข้อ นั่นคือการมองทำเลกับตรวจสอบสินค้า
ในเรื่องทำเล คำถามยอดฮิตถล่มทลายคือเลือกทำเลไหนดี หน้าฝนนี่แหละที่ทำให้ผู้บริโภคชั่งใจได้ด้วยตาเปล่า ทำเลไหนที่น้ำไม่ท่วมเวลาฝนตกหนักต้องให้คะแนนว่าเป็นสุดยอดทำเล (ขอแอบกระซิบเบาๆ ตรงนี้นะคะ ในเขตเมืองกรุงเจอน้ำท่วมขังทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะวิดน้ำให้แห้งช้าหรือเร็ว)
ในเรื่องการตรวจสินค้า อย่าลืมว่าการซื้ออสังหาฯ จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ ขั้นตอนก่อนโอนคือการตรวจรับมอบสินค้า ซึ่งแน่นอนว่ากรณีเป็นสินค้าคอนโดฯ อย่าลืมตรวจสอบพื้นที่ส่วนกลางให้เยอะๆ โดยเฉพาะที่จอดรถ (อยู่ใต้ดินหรือเปล่า) กับห้องเครื่องหรือห้องระบบ
ถ้าเป็นโครงการเก่ามักจะวางห้องเครื่องไว้ชั้น 1 หรือชั้นใต้ดิน ตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 54 เห็นผู้ประกอบการหลายรายออกมาให้ข่าวว่าการออกแบบตึกใหม่ๆ จะยกห้องเครื่องไปวางไว้ชั้น 2 ชั้น 3 …จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ (ฮา)
กรณีเป็นสินค้าบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หลังเบ้อเริ่มเลยเรารู้ได้อย่างไรว่าหลังคารั่วหรือเปล่า ขอบประตูหน้าต่างบานเกล็ดทั้งหลายมีจุดอ่อนน้ำซึมผ่านไหม ท่อระบายน้ำหน้าบ้านมีปัญหาอย่างไร ไหนจะกันสาด-ชายคายื่นมากยื่นน้อยคุ้มแดดคุ้มฝนพอหรือยัง ระเบียงที่ให้มาสร้างไว้เท่ๆ หรือโดนฝนสาดจนวางเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้ …โอ๊ย จิปาถะบันเทิงค่ะ
สรุปว่าถ้าหากซื้ออสังหาฯ ตอนหน้าหนาว-หน้าร้อน เราก็ต้องรอหน้าฝนให้เทวดานางฟ้าช่วยคอนเฟิร์มอยู่ดีว่าคุณภาพงานก่อสร้างเขาโอเค-ไม่โอเค อยู่ที่ว่าอยากรู้ก่อนหรือรู้ทีหลังรับโอนมาแล้ว
ข้อแนะนำจึงมีอยู่ว่าการเลือกซื้อบ้าน-คอนโดฯ ช่วงหน้าฝนถือเป็นออปชั่นที่น่าสนใจด้วยประการฉะนี้ โชคดีทุกท่านค่ะ
ผู้เขียน: เมตตา ทับทิม
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ตามปกติ สำหรับผู้ประกอบการแทบทุกวงการ หน้าฝนหรือช่วงฤดูฝนซึ่งกินเวลาตั้งแต่ปลายเมษายน-ต้นพฤษภาคม ไปจนถึงโน่นเลย ปลายเดือนตุลาคม จนมีคำกล่าวกันว่าปลายฝน-ต้นหนาวมักจะหมายถึงช่วงเวลาปลายตุลาคมชนกับต้นเดือนพฤศจิกายน ช่วงฝนตกในแง่ฤดูการขายสินค้า-บริการ เขาเรียกว่าเป็นช่วงโลว์ซีซั่น
อาจเป็นเพราะหน้าฝน ตามท้องไร่ท้องนาเป็นช่วงเพาะปลูก ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว สภาพคล่องหรือเงินในกระเป๋าร่อยหรอ ทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดเบาบางลง ขณะเดียวกันการใช้ชีวิตในเขตเมืองก็เงียบๆ เหงาๆ ซึมๆ เซาๆ ยังไงก็ไม่รู้ ยิ่งสตรีทฟู้ดหรืออาหารรถเข็น โต้รุ่ง ตลาดนัด พ่อค้าแม่ค้าหน้านิ่วคิ้วขมวดไปตามๆ กันเพราะลูกค้าไม่ออกมาเดินช้อป ชิม กิน เที่ยว เนื่องจากไม่สะดวกนั่นเอง
หน้าฝนปีนี้มียังมีเรื่องให้ตื่นเต้นเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อโลกโซเชียลแชร์กันสนั่นถึงปัญหาน้ำท่วม-น้ำท่วมขัง มีรถยนต์จมน้ำ มีภาพการจราจรติดแหง็ก เดิมเลิกทำงาน 5 โมงเย็นใช้เวลา 1-1 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงบ้าน แต่พอมีน้ำท่วมขังใช้เวลาปาเข้าไป 2-3 ชั่วโมง
ส่งผลกระทบต่อมู้ดผู้บริโภค แปลความหมายตรงตัวว่าอารมณ์จับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ซึ่งถ้าผู้บริโภคเกิดอาการ “มู้ดดี้” ขึ้นมาเมื่อไหร่ ความหมายแปลได้ว่า รมณ์บ่จอย อารมณ์เสีย อารมณ์ไม่ดี อะไรประมาณนี้ ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคจึงร่วงระนาว
กล่าวสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ ถ้าลองคิดนอกกรอบกันสักนิดจะพบว่า ในมุมผู้บริโภคหรือผู้ซื้อเราสามารถแปรวิกฤตหน้าฝนให้เป็นโอกาสได้ เนื่องจากการซื้ออสังหาฯ ช่วงหน้าฝนมีคุณประโยชน์ที่เห็นได้ชัดอย่างน้อย 2 ข้อ นั่นคือการมองทำเลกับตรวจสอบสินค้า
ในเรื่องทำเล คำถามยอดฮิตถล่มทลายคือเลือกทำเลไหนดี หน้าฝนนี่แหละที่ทำให้ผู้บริโภคชั่งใจได้ด้วยตาเปล่า ทำเลไหนที่น้ำไม่ท่วมเวลาฝนตกหนักต้องให้คะแนนว่าเป็นสุดยอดทำเล (ขอแอบกระซิบเบาๆ ตรงนี้นะคะ ในเขตเมืองกรุงเจอน้ำท่วมขังทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะวิดน้ำให้แห้งช้าหรือเร็ว)
ในเรื่องการตรวจสินค้า อย่าลืมว่าการซื้ออสังหาฯ จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ ขั้นตอนก่อนโอนคือการตรวจรับมอบสินค้า ซึ่งแน่นอนว่ากรณีเป็นสินค้าคอนโดฯ อย่าลืมตรวจสอบพื้นที่ส่วนกลางให้เยอะๆ โดยเฉพาะที่จอดรถ (อยู่ใต้ดินหรือเปล่า) กับห้องเครื่องหรือห้องระบบ
ถ้าเป็นโครงการเก่ามักจะวางห้องเครื่องไว้ชั้น 1 หรือชั้นใต้ดิน ตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 54 เห็นผู้ประกอบการหลายรายออกมาให้ข่าวว่าการออกแบบตึกใหม่ๆ จะยกห้องเครื่องไปวางไว้ชั้น 2 ชั้น 3 …จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ (ฮา)
กรณีเป็นสินค้าบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หลังเบ้อเริ่มเลยเรารู้ได้อย่างไรว่าหลังคารั่วหรือเปล่า ขอบประตูหน้าต่างบานเกล็ดทั้งหลายมีจุดอ่อนน้ำซึมผ่านไหม ท่อระบายน้ำหน้าบ้านมีปัญหาอย่างไร ไหนจะกันสาด-ชายคายื่นมากยื่นน้อยคุ้มแดดคุ้มฝนพอหรือยัง ระเบียงที่ให้มาสร้างไว้เท่ๆ หรือโดนฝนสาดจนวางเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้ …โอ๊ย จิปาถะบันเทิงค่ะ
สรุปว่าถ้าหากซื้ออสังหาฯ ตอนหน้าหนาว-หน้าร้อน เราก็ต้องรอหน้าฝนให้เทวดานางฟ้าช่วยคอนเฟิร์มอยู่ดีว่าคุณภาพงานก่อสร้างเขาโอเค-ไม่โอเค อยู่ที่ว่าอยากรู้ก่อนหรือรู้ทีหลังรับโอนมาแล้ว
ข้อแนะนำจึงมีอยู่ว่าการเลือกซื้อบ้าน-คอนโดฯ ช่วงหน้าฝนถือเป็นออปชั่นที่น่าสนใจด้วยประการฉะนี้ โชคดีทุกท่านค่ะ
ผู้เขียน: เมตตา ทับทิม
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
เวลาเราพูดถึงปัญหาบ้านทรุดกันนั้น หลายครั้งเรามักพุ่งตรงไปที่ปัญหาของโครงสร้างก่อนเลย เช่นว่าเสาเข็มไม่เท่ากัน เข็มสั้นเกินไป เกิดปัญหาดินไหล ออกไปเป็นต้น ซึ่งก็อีกหลายครั้งเช่นกัน ปัญหา เกิดขึ้นจากการที่ไม่ทำการสำรวจชั้นดินให้แน่ใจว่า มีลักษณะเป็นอย่างไร รับกำลังได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะทำการสร้างสิ่งปลูกสร้างลงไปครับ
การสำรวจชั้นดินนั้น มีความจำเป็นที่ต้องทำในทุกการก่อสร้าง เนื่องจากดินมีลักษณะต่างๆกันไปได้ตลอดเวลา แม้จะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยมากการสำรวจชั้นดินนั้น ผู้ที่ได้ข้อมูลนี้ไปจะเป็นผู้ออกแบบ ซึ่งจำนำข้อมูลไปคำนวณชนิดของฐานราก ชนิด จำนวน และความลึกของเสาเข็ม หากจำเป็นต้องใช้ เจ้าของบ้านเอง ไม่ค่อยทราบหรอกครับ ว่ามีการสำรวจชั้นดินกันหรือเปล่า ถ้าอย่างเป็นบ้านพักอาศัย ก็จะมีการสำรวจกันสักสองหลุ่ม แทยงมุม เป็นต้น ส่วนค่าสำรวจก็ตกประมาณ สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาทต่อหลุมสำรวจ
ดังนั้นผู้ที่จะคิดสร้างบ้านใหม่ อย่าลืมตั้งงบประมาณเผื่อไว้สำหรับการสำรวจดินด้วยครับ เผื่อเห็นผู้รับเหมาเสนอราคามา จะได้ไม่ตัดตรงนี้ออก มันสำคัญครับ
การสำรวจชั้นดินนั้น มีความจำเป็นที่ต้องทำในทุกการก่อสร้าง เนื่องจากดินมีลักษณะต่างๆกันไปได้ตลอดเวลา แม้จะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยมากการสำรวจชั้นดินนั้น ผู้ที่ได้ข้อมูลนี้ไปจะเป็นผู้ออกแบบ ซึ่งจำนำข้อมูลไปคำนวณชนิดของฐานราก ชนิด จำนวน และความลึกของเสาเข็ม หากจำเป็นต้องใช้ เจ้าของบ้านเอง ไม่ค่อยทราบหรอกครับ ว่ามีการสำรวจชั้นดินกันหรือเปล่า ถ้าอย่างเป็นบ้านพักอาศัย ก็จะมีการสำรวจกันสักสองหลุ่ม แทยงมุม เป็นต้น ส่วนค่าสำรวจก็ตกประมาณ สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาทต่อหลุมสำรวจ
ดังนั้นผู้ที่จะคิดสร้างบ้านใหม่ อย่าลืมตั้งงบประมาณเผื่อไว้สำหรับการสำรวจดินด้วยครับ เผื่อเห็นผู้รับเหมาเสนอราคามา จะได้ไม่ตัดตรงนี้ออก มันสำคัญครับ
| การสำรวจดิน |
| การสำรวจดิน |
ป้ายกำกับ:
การสำรวจชั้นดิน,
บ้าน
ท่านที่ติดตามข่าวสารเป็นประจำคงจะเคยเห็นข่าวการเปิดตัว อาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทยแห่งใหม่ไปเมื่อเร็วๆ นี้ครับ ซึ่งอาคารแห่งนี้ใช้เวลาสร้างมาตั้งแต่ช่วงปี 2011 แล้ว และมีการเปิดตัวอย่างอลังการตั้งแต่เริ่มสร้างโครงการ จนถึงวันที่โครงการเสร็จ ก็เปิดตัวกันอีกที อย่างอลังการมากทีเดียว
เนื่องจากโครงการนี้ มีการตั้งระดับของตัวเองไว้เป็นระดับโลก ดังนั้นทุกสิ่งอย่างที่ใช้ก็ต้องเป็น "ระดับโลก" ทั้งหมด เพราะกลุ่มลูกค้าของเขา เป็นลูกค้าต่างชาติจากทั่วโลกนี่ครับ ซึ่งก็แน่นอนรวมถึงการออกแบบ และการก่อสร้างด้วยครับ ต้องใช้ "ระดับโลก" ดังนั้นตั้งแต่วันที่เปิดตัวแล้ว ก็มีการเปิดตัวผู้ออกแบบ เป็นสถาปนิกต่างชาติชาวเยอรมันชื่อดัง ที่มีนามว่า Mr. Ole Scheeren ซึ่งตอนนั้นเป็นพาร์ตเนอร์ของ Office of Metropolitan Architecture (OMA) ส่วนผลงานที่ดังๆของเขาที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก็คือ อาคาร ซีซีทีวี แห่งกรุงปักกิ่งครับ ที่เปิดตัวไปเมื่อโอลิมปิกที่ปักกิ่งในปี 2008 ซึ่งภายหลัง Ole Scheeren ได้แยกตัวจาก OMA มาตั้งบริษัทของตัวเอง ชื่อ Buro Ole Scheeren ( http://buro-os.com/ ) ซึ่งก็แน่นอน ว่าทั้งตัวบริษัทเอง และตัวสถาปนิกเอง ไม่ใช่บริษัทไทย และไม่ใช่สถาปนิกชาวไทยครับ
![]() |
| CCTV headquarters ( Photo from wikimedia.org) |
เนื่องจาก Mr. Ole Scheeren เป็นสถาปนิกต่างชาติ รวมถึงบริษัทที่ไปยื่นขออนุญาต สร้างอาคารนั้นแม้จะเป็นบริษัทไทย แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต ให้ประกอบวิชาชีพสถาบนิก ตามพระราชบัญญัติสถาปนิก ปี 2543 จึงทำให้เกิดเป็น ประเด็นขึ้นมาครับ และทางสภาสถาปนิก ในสมัยที่มี พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน เป้นนายกสภาสถาปนิก ก็ได้ แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ไว้ตั้งแต่ปี 2554
ซึ่งจากครั้งนั้น ก็มีปัญหาเรื่อง กรุงเทพมหานคร ไม่ส่งแบบที่ใช้ขออนุญาต มาให้พนักงานสอบสวน ส่งผลให้ อัยการมีความเห็นว่า หลักฐานไม่ครบจึงไม่ส่งฟ้อง ไปครับ
ล่วงเลยจนมาถึงเปิดอาคารในปีนี้ ก็ยังมีคนเอาเรื่องสถาปนิกต่างชาตินี้ขึ้นมากล่าวถึงอีก และทางสภาสถาปนิกเอง โดยท่านนายกสภาสถาปนิกคนปัจจุบัน ก็ยืนยัน จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป
เรื่องการใช้สถาปนิก ต่างชาติ นั้นไม่เป็นเรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด ในเมื่อลูกค้าของ ผู้ประกอบการเป็นต่างชาติ การใช้สถาปนิกต่างชาติก็ย่อมช่วยเรื่องความมั่นใจ และในเรื่องของการขาย รวมถึงความสวยงาม และความพึงพอใจ ย่อมเป็นของผู้ประกอบการอยู่แล้ว ว่าจะเลือกทำอย่างไรครับ
ทั้งนี้กฎหมายที่ควบคุมเรื่องอาชีพ ที่สงวนไว้สำหรับ คนไทย ก็มี เช่น พระราชบัญญัติแรงาน พระราชบัญญัติสถาปนิก พระราชบัญญัติวิศวกร เป็นต้น ทั้งนี้เพราะอาชีพบางอาชีพนั้นกฎหมายไทยเห็นว่า เป็นอาชีพที่ต้องควบคุม และสงวนไว้ให้กับคนไทยเป็นคนทำ
แต่ทั้งนี้กฎหมายไทยก็ไม่ได้ปิดช่องในการให้สถาปนิกต่างชาติเข้ามาทำงานในไทยไว้ทั้งหมด มีช่องทางสามารถให้ทำได้ แต่ต้องร่วมทำงานกับสถาปนิกไทย ทั้งนี้เพื่อให้ถ่ายทอดความรู้ให้กับสถาปนิกไทยด้วย
โดยปัจจุบัน ช่องทางที่สถาปนิกต่างชาติจะทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็มีอยู่สองช่องทางใหญ่ๆคือ
หนึ่ง เป็นสถาปนิก ใน ASEAN Economic Community (AEC) สามารถขึ้นทะเบียนบุคคล กับสภาสถาปนิก ได้เลย ถ้าเข้าเงื่อนไขที่สภาสถาปนิกกำหนด
สอง คือการทำงานในบริษัทนิติบุคคลไทย ที่ขึ้นทะเบียนนิติบุคคลกับกระทรวงพาณิชย์ โดยการหาสถาปนิกชาวไทย มาถือหุ้น 51% และต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49%
ส่วนตัวผมเอง ไม่ได้มีความเห็นต่อต้านสถาปนิก หรือวิศวกรต่างชาติแต่ประการใด ผมมีความเห็นว่า การที่มีต่างชาติเข้ามา ก็ช่วยให้สถาปนิก และวิศวกรในประเทศได้พัฒนาตัวเอง ไปด้วย ทั้งนี้หากเป็นเรื่องว่าด้วยเทคโยโลยีใหม่ๆ เราก็ต้องเข้าไปเรียนรู้ เพื่อให้บุคคลากรของประเทศเราพัฒนายิ่งๆขึ้นไปครับ ยกตัวอย่างเช่นงานสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เราสร้างกันตอนเฟส ที่หนึ่งนั้น ครั้งนั้นก็ใช้วิศวกร ต่างชาติเยอะมาก เพราะเป็นงานที่ วิศวกรไทยไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะงานสร้างสนามบินขนาดใหญ่เช่นนั้นก็เป็นงานที่ไม่สร้างกันบ่อยๆ แต่พอถึงสุวรรณภูมิเฟสที่สอง วิศวกรไทยก็ทำกันเองเป็นแล้ว ก็ลดการใช้บุคคลากรต่างชาติไปได้เยอะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


